Transformers : Age of Extinction | มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์

Transformers : Age of Extinction | มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์

  • Genres: Action, Adventure, Sci-Fi
    Running Time:165 min
    Release Date:June 27, 2014
    MPAA Rating:PG-13 for intense sequences of sci-fi violence and action, language and brief innuendo
    Distributors: Paramount Pictures, Hasbro, Di Bonaventura Pictures
    Starring:Mark Wahlberg, Nicola Peltz, Jack Reynor
    Directed by:Michael Bay

    เรื่องย่อ
    TRANSFORMERS: AGE OF EXTINCTION เริ่มต้นหลังจากสงครามครั้งใหญ่ที่ทำให้เมืองพังพินาศ แต่โลกก็อยู่รอดปลอดภัย ในขณะที่มนุษยชาติเริ่มฟื้นตัว ก็มีวายร้ายกลุ่มหนึ่งเผยตัวออกมาพยายามจะควบคุมกระแสประวัติศาสตร์…ขณะที่ศัตรูทรงพลังจากโบราณกาลก็ทำให้โลกต้องเผชิญหน้ากับหายนะอีกครั้ง

    ด้วยความช่วยเหลือจากมนุษย์กลุ่มใหม่ (นำโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์ก) ออพติมัส ไพรม์และเหล่าออโต้บอท ก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ในการผจญภัยที่เหลือเชื่อครั้งนี้ พวกเขาจะต้องต่อสู้ในสงครามระหว่างธรรมะและอธรรม ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็กลายเป็นมหึมาสงครามของโลก

    เกี่ยวกับนักแสดง

    มาร์ค วอห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) รับบท เคด ยีเกอร์
    มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำจากการแสดงที่โดดเด่นของเขาในภาพยนตร์ชกมวยสำหรับครอบครัวเรื่อง “The Fighter” และดรามาชื่อดังโดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง “The Departed” เขาได้รับบทตัวละครที่หลากหลายสำหรับผู้กำกับวิสัยทัศน์ไกลอย่างเดวิด โอ. รัสเซล, ทิม เบอร์ตันและพอล โธมัส แอนเดอร์สัน การแสดงแจ้งเกิดของเขาใน “Boogie Nights” ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด

    อาชีพนักแสดงภาพยนตร์ที่น่าทึ่งของเขาเริ่มต้นจากภาพยนตร์โดยเพ็นนี มาร์แชลเรื่อง “Renaissance Man” และ “The Basketball Diaries” ที่แสดงประกบลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ตามด้วยการแสดงประกบรีส วิทเธอร์สปูนในทริลเลอร์เรื่อง “Fear” หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงนำใน “Three Kings” และ “The Perfect Storm” ประกบจอร์จ คลูนีย์และ “The Italian Job” ประกบชาร์ลิซ เธอรอน หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงนำในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่อง “Invincible” ประกบเกร็ก คินเนียร์และ “Shooter” ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง Point of Impact เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับเจมส์ เกรย์จาก “The Yards” และวาคิน ฟินิกซ์ใน “We Own the Night” ซึ่งเขาอำนวยการสร้างด้วย โปรเจ็กต์อื่นๆ ของเขาได้แก่ “The Lovely Bones,“ “The Other Guys,“ “Contraband“ และ “Ted“ ล่าสุด เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยไมเคิล เบย์เรื่อง “Pain & Gain” ประกบดเวย์น จอห์นสัน, “2 Guns” ประกบเดนเซล วอชิงตันและ “Lone Survivor” โดยผู้กำกับปีเตอร์ เบิร์ก ผลงานของเขาหลังจากนี้คือภาพยนตร์โดยรูเพิร์ต ไวแอทเรื่อง “The Gambler”

    วอห์ลเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลพีบอดี้ อวอร์ดและรางวัลบาฟตา นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ เก้ารางวัลลูกโลกทองคำและห้ารางวัลเอ็มมีอีกด้วย

    นอกเหนือจากเรื่อง to “Entourage,“ “The Gambler,“ “Lone Survivor,“ “Broken City,“ “Contraband,“ “The Fighter“ และ “We Own the Night“ แล้ว เขายังได้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Boardwalk Empire” รวมไปถึงซีรีส์เอแอนด์อีเรื่อง “Wahlburgers“ และ “Breaking Boston“ อีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้ควบคุมงานสร้างซีรีส์เอชบีโอเรื่อง“Entourage,“ “In Treatment“ และ “How to Make It in America“ อีกด้วย

    วอห์ลเบิร์ก ผู้ใจบุญสุนทาน ได้ก่อตั้งมาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยูธ ฟาวน์เดชันขึ้นในปี 2001 เพื่อช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นในตัวเมือง

    สแตนลีย์ ทุชชี (Stanley Tucci) รับบท โจชัว จอยซ์
    สแตนลีย์ ทุชชีได้แสดงในภาพยนตร์กว่า 50 เรื่องและซีรีส์โทรทัศน์นับไม่ถ้วน เขาเคยแสดงในละครเวทีเป็นสิบๆ เรื่องมาแล้วทั้งที่เป็นบรอดเวย์และออฟบรอดเวย์ และยังได้ทำงานเบื้องหลังในฐานะมือเขียนบท ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย

    ทุชชีเป็นที่รู้จักจากการแสดงในบทสามีของจูเลีย ไขลด์ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ยอดนิยมเรื่อง “Julie and Julia” แต่เขาสามารถสร้างฐานผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สุดของเขาได้ด้วยภาพยนตร์ที่กวาดรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “The Hunger Games” และซีเควลเรื่อง “The Hunger Games: Catching Fire“ ในบทซีซาร์ ฟลิคเกอร์แมน หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงในภาคที่สาม “The Hunger Games: Mocking Jay, Part One“ ที่จะเข้าฉายในปลายปีนี้ และปัจจุบัน เขากำลังถ่ายทำ “Part Two” ที่มีกำหนดเข้าฉายในปี 2015

    ทุชชีได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ลูกโลกทองคำ รางวัลบาฟตา รางวัลแซ็ก และรางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์จากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยปีเตอร์ แจ็คสันเรื่อง “The Lovely Bones”

    ล่าสุด เขาได้ร่วมพากย์เสียงในภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง “Muppets Most Wanted” ร่วมกับคริสตอฟ วอลซ์, ซัลมา ฮาเย็ค, เลดี้ กาก้า, เรย์ ลิออตต้าและแดนนี เทรโจ เขาได้แสดงใน “Some Velvet Morning” ที่กำกับโดยนีล ลาบู๊ทและร่วมแสดงโดยอลิซ อีฟ ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อปีที่แล้ว เขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่กำกับโดยบิล คอนดอนเรื่อง “The Fifth Estate” ภาพยนตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจูเลียน แอสเซนจ์ ผู้ก่อตั้ง วิกิลีค และแดเนียล ดอมชีท-เบิร์ก เพื่อนร่วมงานและผู้สนับสนุนคนแรกๆ ของเขา

    นอกเหนือจากความสำเร็จในโลกภาพยนตร์ของเขา ทุชชียังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีจากบทรับเชิญในซีรีส์ “ER” การแสดงของเขาในซีรีส์ “Monk” ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามและได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงรับเชิญยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์คอเมดี

    ยิ่งไปกว่านั้น ทุชชียังได้รับรางวัลเอ็มมีและรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง “Winchell” อีกด้วย การแสดงของเขาในบทจอมจ้อ ผู้เปิดโปงความลับและเรื่องฉาวโฉ่ทำให้ผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างก็ชื่นชมเขา “Winchell” ที่กำกับโดยพอล มาซูร์สกี้ ทำให้ทุชชีได้รับบทที่มีสีสันมากที่สุดบทหนึ่งในชีวิตนักแสดงของเขา

    นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง “Conspiracy” การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเขาในบทพันโทอดอล์ฟ ไอค์แมน นำเสนอประสบการณ์ที่ตราตรึงใจอย่างแท้จริง ที่เขามักจะหลอกลวงคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้มซ่อนคมของเขา

    ผลงานอื่นๆ ของเขาได้แก่การเป็นทั้งมือเขียนบท ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เขาได้เปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “Blind Date“ ที่เขาได้กำกับ ร่วมเขียนบทและนำแสดงในรีเมกภาพยนตร์โดยแวน โก๊ะห์เรื่องนี้ ผลงานการกำกับอีกเรื่องของเขาคือภาพยนตร์ยูเอสเอ ฟิล์มส์เรื่อง “Joe Gould’s Secret” ซึ่งได้เอียน โฮล์มมารับบท “โจ กูลด์” นักเขียนโบฮีเมียน และทุชชีในบท “โจเซฟ มิทเชล” นักเขียนชื่อดังแห่งเดอะ นิวยอร์กเกอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมีเรื่องราวเกิดขึ้นในกรีนนิช วิลเลชในยุค 40s บอกเล่าการพบกันอย่างแปลกประหลาดและมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างกูลด์และมิทเชล รวมทั้งเรื่องราวที่มิทเชลเขียนเกี่ยวกับกูลด์และชีวิตของเขาด้วย

    “Big Night” ผลงานครั้งแรกในฐานะผู้กำกับร่วม มือเขียนบทร่วม และนักแสดงในเรื่องเดียวกัน ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลมือเขียนบทวัลโด้ ซอลท์ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 1996 รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ รางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด รางวัลคริติกส์ ไพรส์จากงานเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์ปี 1996 และรางวัลจากทั้งสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กและสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์บอสตัน

    ผลงานเรื่องที่สองของเขา “The Imposters” ภาพยนตร์ที่เขาเขียนบท กำกับ ร่วมอำนวยการสร้างและนำแสดง ได้รับเลือกให้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1998 และถูกซื้อสิทธิโดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์สในปลายปีนั้น เรื่องราวตลกขบขันปี 1930 เรื่องนี้ได้ทุชชี และโอลิเวอร์ แพลทมารับบทคู่นักแสดงตกอับ ที่ได้ขึ้นเรือสำราญ ที่มีผู้โดยสารเป็นสตีฟ บุสเชมี, อัลเฟรด โมลินา, ลิลลี เทย์เลอร์และโฮป เดวิส

    ผลงานจอแก้วของเขาได้แก่การเป็นดารารับเชิญในซีรีส์ทีเอ็นทีเรื่อง “Bull,” “Equal Justice,” “Wiseguy,” “The Equalizer,” “thirtysomething” และ “The Street” นอกจากนี้ ทุชชียังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีจากผลงานของเขาใน “Murder One” อีกด้วย

    ทุชชีมีประสบการณ์ละครเวทีมากมาย โดยเขาได้แสดงละครเวทีหลายเรื่อง รวมถึง Frankie & Johnny in the Claire de Lune, Execution of Hope, The Iceman Cometh, Brighton Beach Memoirs และ The Misanthrope นอกจากนี้ เขายังได้แสดงละครออฟบรอดเวย์หลายเรื่อง ที่เยล รีเพอร์ทอรี เธียเตอร์และเอสยูเอ็นวาย เพอร์เชส ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาด้านการแสดงครั้งแรก

    เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกบนเวทีบรอดเวย์ด้วยการนำละครโดย Lend Me a Tenor โดยเคน ลุดวิก กลับมาสร้างใหม่ และนำแสดงโดยโทนี แชลล็อบ โปรดักชันเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ดสาขาละครเวทีที่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ยอดเยี่ยม

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “Percy Jackson: Sea of Monsters,” “The Company You Keep,” “Jack the Giant Slayer,” “Captain America,” “The First Avenger,“ “Margin Call,” “Burlesque,” “Easy A,” “The Tale of Despereaux,” “Kit Kitteredge: An American Girl,” “Swing Vote,” “What Just Happened,” “The Devil Wears Prada,” “Shall We Dance,” The Terminal,” “The Life and Death of Peter Sellers,” “Spin,” “Road to Perdition,” “America’s Sweethearts,” “Sidewalks of New York,” “A Mid Summer Nights Dream,” “The Alarmist,” “Deconstructing Harry,” “The Daytrippers,” “Big Trouble,” “A Life Less Ordinary,” “Kiss of Death,” “Mrs. Parker and the Vicious Circle,” “It Could Happen to You,” “The Pelican Brief,” “Prelude to a Kiss,” “In the Soup,” “Billy Bathgate” และ “Slaves of New York“

    เคลซี แกรมเมอร์ (Kelsey Grammer) รับบท ฮาโรลด์ แอททิงเกอร์
    เคลซี แกรมเมอร์ ประสบความสำเร็จทั้งในแวดวงละครเวที จอแก้วและจอเงิน ในฐานะนักแสดง ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ

    การแสดงในบทดร.เฟรเซียร์ เคนในซีรีส์เรื่อง “Cheers” ได้พัฒนากลายเป็นบทบาทสำคัญในอาชีพของนักแสดงผู้ผ่านการศึกษามาจากจูเลียร์ด แกรมเมอร์ได้รับบทตัวละครดังนี้ในซีรีส์สามเรื่อง (“Cheers,” “Wings“ และ “Frasier“) ตลอดระยะเวลา 20 ปี เป็นการท้าชิงตำแหน่งตัวละครที่ปรากฏยาวนานที่สุดในจอแก้ว

    ในบทเครน แกรมเมอร์ได้รับห้ารางวัลเอ็มมี สองรางวัลลูกโลกทองคำและหนึ่งรางวัลแซ็ก อวอร์ด และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีมากถึง 16 รางวัล ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำแปดรางวัลและรางวัลแซ็ก อวอร์ดอีก 16 รางวัล

    ล่าสุด เขาได้พากย์เสียง ทิน แมนใน ภาพยนตร์เรื่อง “Legends of Oz: Dorothy’s Return” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์อนิเมชันนานาชาติแอนเนซีปี 2013 นอกเหนือจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังเพิ่งนำแสดงและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของดรามาโดยสตาร์ซเรื่อง “Boss” ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำปี 2012 สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาจากบทนายกเทศมนตรีทอม เคน

    ผลงานภาพยนตร์หลังจากนี้ของแกรมเมอร์ได้แก่ “Think Like a Man Too,” ภาพยนตร์ไลออนเกทเรื่อง “The Expendables 3,” ภาพยนตร์โดยนิว รีเดมป์ชัน พิคเจอร์สเรื่อง “Reach Me” และ “Transformers: Age of Extinction” ภาคสี่ที่หลายคนรอคอยของแฟรนไชส์ “Transformers”

    แกรมเมอร์ได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “La Cage aux Folles” ในปี 2010 ซึ่งทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในบทจอร์จ เจ้าของไนท์คลับ การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนีสาขาการแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงนำชายในมิวสิคัล

    แกรมเมอร์ได้ก่อตั้งแกรมเน็ต เอ็นเอช โปรดักชันส์ บริษัทโปรดักชันทีวี ซึ่งได้ผลิตซีรีส์ยอดนิยมหลายเรื่องเช่น ซีรีส์รางวัลเอ็มมีเรื่อง “Medium” สำหรับเอ็นบีซีและ “The Game” และ “Girlfriends” สำหรับซีดับบลิว ผลงานอื่นๆ ที่แกรมเน็ตอำนวยการสร้างได้แก่ซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “The Innocent,” “Kelsey Grammer Salutes Jack Benny,” “Fired Up,” “In Laws” และ “Gary the Rat” สำหรับแพ็กซ์ เขาได้อำนวยการสร้างรายการ “World Cup Comedy” และสำหรับฟ็อกซ์ เขาได้นำแสดงและอำนวยการสร้าง “Kelsey Grammer Presents: The Sketch Show”

    แกรมเมอร์ได้กำกับหนึ่งเอพิโซดของซีรีส์ “Everybody Hates Chris,” “My Ex Life” และ “Out of Practice” และได้กำกับหลายเอพิโซดของซีรีส์ “Frasier” ซึ่งหนึ่งในนั้นทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกา

    นอกจากนี้ แกรมเมอร์ผู้เป็นนักพากย์เสียงผู้ประสบความสำเร็จ ได้พากย์เสียง ไซด์โชว์ บ็อบใน “The Simpsons” ซึ่งทำให้เชาได้รับรางวัลเอ็มมีในปี 2006 นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงในภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง “Toy Story 2,” “Anastasia” และ “Teacher’s Pet” ไปจนถึงซีรีส์เรื่อง “Father of the Pride” และ “Gary the Rat” และซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดเรื่อง “Animal Farm” สำหรับทีเอ็นที นอกจากนี้ เขายังได้นำแสดงในบททิน แมน ในภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเรื่อง “Legends of Oz: Dorothy’s Return” อีกด้วย

    ผลงานการแสดงอื่นๆ ของแกรมเมอร์ได้แก่ภาพยนตร์โดยไวน์สตีน คัมปะนีเรื่อง “I Don’t Know How She Does It,” รีเมกโดยเอ็มจีเอ็มเรื่อง “Fame,” ภาพยนตร์โดยพาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง “Middle Men,” ภาพยนตร์โดยวิเวนดี้ ยูนิเวอร์แซลเรื่อง “An American Carol,” ภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Swing Vote,” ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ยอดนิยมโดยฟ็อกซ์เรื่อง “X-Men: The Last Stand,” ภาพยนตร์ฟ็อกซ์เรื่อง “Back To You” ซึ่งเขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างด้วย, “A Christmas Carol” สำหรับเอ็นบีซี, “Benedict Arnold” สำหรับเอแอนด์อี, “Mr. St. Nick” สำหรับฮอลมาร์ค ฮอล ออฟ เฟมทางเอบีซี, “Fifteen Minutes” สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา, “Down Periscope” สำหรับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์และ “Even Money” สำหรับยารี ฟิล์ม กรุ๊ป

    นอกจากนี้ เขายังได้แสดงและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์คอเมดีโดยเอบีซีเรื่อง “Hank” อีกด้วย

    เขาเริ่มต้นแสดงละครเวทีที่ไพน์ เครสต์ พรีแพราทอรี สคูลในฟอร์ท เลาเดอร์เดล ที่ซึ่งความสำเร็จบนเวทีเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสมัครเข้าเรียนที่จูเลียร์ด เขาเริ่มสนใจเชคสเปียร์และเริ่มต้นอาชีพนักแสดงที่โกลด์ โกลบ เธียเตอร์ในซานดิเอโก้ เขาได้แสดงในโรงละครท้องถิ่นหลายแห่ง ก่อนที่จะได้มาแสดงที่นิวยอร์กในละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Sunday in the Park with George,” “A Month in the Country” และละครรางวัลโอบีเรื่อง “Quatermaine’s Terms” เขาประสบความสำเร็จในการแสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “Macbeth” และ “Othelo”

    ไม่นานนัก เขาก็ได้แสดงมินิซีรีส์สองเรื่อง เรื่องแรกคือในบทสตีเฟน สมิธในซีรีส์ “Kennedy” (เอ็นบีซี ปี 1983) และหลังจากนั้น ในบทร้อยโทสจวร์ต ใน “George Washington” (ซีบีเอส ปี 1984) หลังจากนั้น เขาก็ได้รับบท ดร.เฟรเซียร์ เครนในซีรีส์เรื่อง “Cheers” เดิมที ผู้สร้างซีรีส์นี้ต้องการให้จอห์น ลิธโกว์มารับบทบทประจำนี้ แต่เขาไม่ว่าง แมนดี้ พาทินกิน อดีตเพื่อนร่วมชั้นจากจูเลียร์ดของแกรมเมอร์เลยแนะนำเขาให้กับผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงที่นิวยอร์กและเขาก็คว้าบทนี้มาได้ และเขาก็เปลี่ยนหกเอพิโซดนั้นให้กลายเป็นอาชีพนักแสดงที่ยาวนานสองทศวรรษ ก่อนที่เขาจะหวนคืนสู่เวทีละครและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในบทศาสตราจารย์ ฮิกกินส์ในละครเรื่อง “My Fair Lady” หลังจากนั้น เขาก็ได้รับบทนำใน “Richard II” และลูซิโอใน “Measure for Measure” ที่มาร์ค เทเปอร์ ฟอรัมในลอสแองเจลิส

    แกรมเมอร์เกิดที่เซนต์โธมัสในหมู่เกาะยูเอส เวอร์จิน และเติบโตในนิวเจอร์ซีย์และฟลอริดา เขาใช้ชีวิตอยู่ในย่านลอสแองเจลิสและนิวยอร์ก

    นิโคลา เพลท์ซ (Nicola Peltz) รับบท เทสซา ยีเกอร์
    นิโคลา เพลท์ซ เป็นดาวรุ่งวัย 19 ปี ที่แสดงประกบเวรา ฟาร์มิกาและเฟร็ดดี้ ไฮมอร์ในซีรีส์ดรามายอดฮิตทางเอแอนด์อีเรื่อง “Bates Motel” ก่อนหน้านั้น เธอได้แสดงประกบเดฟ พาเทลในภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลันเรื่อง “The Last Airbender” หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงในดรามาเกี่ยวกับการเติบโตเรื่อง “Affluenza” ที่ร่วมแสดงโดยสตีฟ กุทเทนเบิร์ก, ซาแมนธา มาธิสและเบน โรเซนฟิลด์

    แจ็ค เรย์เนอร์ (Jack Reynor) รับบท เชน ดีสัน
    แจ็ค เรย์เนอร์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในพระเอกที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดของฮอลลีวูดอย่างรวดเร็ว ในฐานะดาวเด่นของงานทีไอเอฟเอฟเมื่อปีที่แล้วและงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2013 เขาก็เลยเป็นที่สนใจของกลุ่มคนมากพรสวรรค์ของวงการ ซึ่งรวมถึงสตีเวน สปีลเบิร์ก, ไมเคิล เบย์, วินซ์ วอห์นและมาร์ค วอห์ลเบิร์ก

    เรย์เนอร์มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ เขาเติบโตในไอร์แลนด์ด้วยคติการทำงานที่เหลือเชื่อและความรักที่มีให้กับภาพยนตร์อย่างเปี่ยมล้น

    หลังจากนี้ เขาจะรับบทคนขับแท็กซีที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับแวดวงการค้ามนุษย์ในดรามาอาชญากรรมไอริชเรื่อง “Glassland” ประกบโทนี คอลเล็ตต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด

    เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบทนำในภาพยนตร์อินดีไอริชเรื่อง “What Richard Did” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่เกิดจากเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาและเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่เผชิญกับการตั้งคำถามว่าเขาเป็นใครและเขาอยากจะเป็นใคร เรย์เนอร์นำเสนอการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก “การแสดงในบทนี้ของคุณเรย์เนอร์เป็นการแสดงที่พิเศษสุด…” สตีเฟน โฮลเดนจากเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ชื่นชม ส่วนเลสลีย์ เฟลเพอรินจากวาไรตี้ก็เขียนว่า “แจ็ค เรย์เนอร์ นักแสดงดาวรุ่งสร้างความประทับใจเป็นพิเศษจากบทพระเอกของเขา…ฉากไคลแมกซ์ระหว่างปีเตอร์และริชาร์ดแสดงออกมาได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากฝีมือของเรย์เนอร์”

    เรย์เนอร์เปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์อเมริกันด้วยคอเมดีโดยดรีมเวิร์คส์เรื่อง “Delivery Man” ที่นำแสดงโดยวินซ์ วอห์นในปี 2013

    ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำเรื่อง “Macbeth” ที่นำแสดงโดยไมเคิล ฟาสเบนเดอร์และมาริยง คอติยาร์ดและกำกับโดยจัสติน เคอร์เซลในอังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในปี 2015

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *