Victoria and Abdul | ราชินีและคนสนิท

Victoria and Abdul | ราชินีและคนสนิท

  • Genres: Biography, Drama, History
    Running Time: 112 min
    Release Date: September.22,2017 (USA)
    MPAA Rating: PG-13 for some thematic elements and language
    Distributors: BBC Films, Cross Street Films, Perfect World Pictures
    Starring: Judi Dench, Ali Fazal, Tim Pigott-Smith
    Directed by: Stephen Frears

    จูดี้ เดนช์ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ (จาก Shakespeare in Love) กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับที่ได้เข้าชิงออสการ์ สตีเฟน เฟรียร์ส (The Queen) และกลับมารับบทสมเด็จพระราชินีวิกทอเรียอีกครั้ง ใน Victoria & Abdul

    Victoria & Abdul เขียนบทภาพยนตร์โดยลี ฮอลล์ ผู้เขียนบทที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Billy Elliot) ดัดแปลงจากหนังสือชื่อ Victoria & Abdul: The True Story of the Queen’s Closest Confidant. ของนักหนังสือพิมพ์ ชราบานี บาซู

    Victoria & Abdul บอกเล่าเรื่องจริงของมิตรภาพที่น่าทึ่ง และไม่น่าเป็นไปได้ ระหว่างสมเด็จพระราชินีวิกทอเรีย (จูดี้ เดนช์) กับเลขาหนุ่มชื่ออับดุล คาริม (อาลี ฟาซาล) ที่กลายมาเป็นครูของพระองค์ เป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ และเพื่อนผู้จงรักภักดี

    ปี 1887 อับดุลเดินทางจากอินเดียเพื่อถวายเหรียญในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลองการขึ้นครองราชย์ครบ 50 ปีของสมเด็จพระราชินี แต่กลับเป็นที่โปรดปรานของพระราชินีผู้สูงวัยอย่างน่าประหลาดใจ ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่น่าเป็นไปได้นี้ก่อให้เกิดศึกภายในพระราชวัง พระราชินีต้องทรงงัดข้อกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพาร Victoria & Abdul ตั้งคำถามเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา อำนาจ และความไร้สาระของจักรวรรดิอย่างติดตลก ผ่านมุมมองของมิตรภาพที่เหนือความคาดหมาย และลึกซึ้งกินใจ

    โฟกัส ฟีเจอร์ส ร่วมกับเพอร์เฟ็คท์ เวิร์ล พิคเจอร์ส, บีบีซี ฟิล์มส์ และเวิร์คกิ้ง ไทเทิล ร่วมกับครอสส์ สตรีท ฟิล์มส์ ผลงานภาพยนตร์ของสตีเฟน เฟรียร์ส Victoria & Abdul นำแสดงโดยจูดี้ เดนช์, อาลี ฟาซาล, เอ็ดดี้ อิซซาร์ด, อดีล อัคห์ทาร์, ทิม พิกอตต์-สมิธ, โอลิเวีย วิลเลียมส์, เฟเนลลา วูลการ์, พอล ฮิกกินส์, โรบิน โซนส์, จูเลียน วอแดห์ม, ไซมอน คาลโลว์ และไมเคิล แกมบอน คัดเลือกนักแสดงโดยลีโอ เดวิส และลิสซี โฮล์ม, คัดเลือกนักแสดง (อินเดีย) โดยนานดินี ชริเคนท์, ดนตรีประกอบโดยโทมัส นิวแมน, แต่งหน้าและทำผมโดยแดเนียล ฟิลลิปส์, ออกแบบเสื้อผ้าโดยคอนโซลาตา บอยล์, ออกแบบฉากโดยอลัน แม็คโดนัลด์, ตัดต่อโดยเมลานี แอนน์ โอลิเวอร์, เอซีอี กำกับภาพโดยแดนนี โคเฮน, บีเอสซี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้าง ลูคัส เว็บบ์, ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร คริสติน แลงแกน และโจ ออพเพนไฮเมอร์, ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร ลี ฮอลล์, อมีเลีย เกรนเจอร์ และ ไลซา เชซิน, ดัดแปลงจากหนังสือของชราบานี บาซู, บทภาพยนตร์โดยลี ฮอลล์, อำนวยการสร้างโดยทิม เบแวน, เอริก เฟลล์เนอร์, บีแบน คิดรอน และเทรซี ซีเวิร์ด กำกับโดยสตีเฟน เฟรียร์ส ภาพยนตร์โดยโฟกัส ฟีเจอร์ส

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    คนทั้งโลกรู้จักสมเด็จพระราชินีวิกทอเรีย กษัตริย์ผู้ทรงปกครองจักรวรรดิที่ขยายขอบเขตไปทั่วโลก – แต่อับดุลคือใคร?
    “พระองค์เป็นพระราชินีของอังกฤษ เขาเป็นแลขาผู้ต่ำต้อยจากอินเดีย มิตรภาพของพวกเขาจะช็อคพระราชวังและนำไปสู่การต่อต้านพระราชินีถึงขั้นเกือบจะปฏิวัติ” – ชราบานี บาซู นักเขียนหญิงผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

    เรื่องราวของมิตรภาพระหว่างบุคคลทั้งสอง ที่มีการจงใจปิดบังไว้นานนับศตวรรษ ได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาและการรับรู้ของผู้ชมภาพยนตร์แล้ว ใน Victoria & Abdul.
    ปี 2001 บาซูกำลังค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือที่บอกถึงประวัติความเป็นมาของแกงกะหรี่ ทำให้เธอได้ทราบว่าสมเด็จพระราชินีวิกทอเรียโปรดการเสวยแกงกะหรี่ บาซูเดินทางไปที่ออสบอร์นเฮาส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชินีวิกทอเรียที่เกาะไวท์ (Isle of Wight) และแปลกใจมากที่ได้เห็นภาพคนสองภาพ และรูปปั้นครึ่งตัวสีบรอนซ์ของผู้ชายชาวอินเดียที่ดูมีความเป็นเจ้านาย ในห้องแต่งตัวของพระราชินีวิกทอเรีย เธอได้เห็นภาพเขียนของชายชาวอินเดียคนนี้อีกหนึ่งภาพ ตั้งอยู่ตรงกันต่ำลงไปจากจอห์น บราวน์ผู้เป็นที่รักของพระราชินี ในห้องที่ใหญ่กว่านั้น คือห้องเดอร์บาร์ เต็มไปด้วยสมบัติมีค่าจากอินเดีย เป็นสิ่งเตือนความจำเรื่องความหลงใหล “อัญมณีในมุงกุฎ” ของพระราชินี ถึงแม้จะทรงเป็นจักรพรรดินีของอินเดีย แต่ไม่เคยเสด็จไป บาสซูเล่าว่า “ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย จึงไม่สามารถเสด็จไปอินเดียได้ พระองค์จึงทรงให้อินเดียเป็นฝ่ายมาหาพระองค์เอง”

    ปี 2006 เธอเดินทางไปที่บัลมอรัล ซึ่งเป็นปราสาทของพระราชินีที่ไฮแลนด์ของสก็อตแลนด์ ที่นั่นเธอได้เห็นกระท่อมคาริม ซึ่งเป็นบ้านที่พระราชินีวิกทอเรียสร้างให้อับดุล เธอเข้าใจถึงความสำคัญบางอย่างของชายชาวอินเดียลึกลับผู้นี้ ที่เป็นที่รู้จักและเรียกกันว่ามูนชี (หรือครู) และบาซูถือเป็นภารกิจของเธอในการหาคำตอบ ว่าความสำคัญที่ว่านั้น คืออะไร

    เจ้าชายเบอร์ตี้ พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินี ที่ต่อมาคือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ได้ทำลายจดหมายที่เขียนถึงกันทั้งหมด ระหว่างพระราชมารดาของพระองค์ กับมูนชี แต่ไม่ได้คิดที่จะแตะต้องบันทึกของพระองค์ที่เขียนเป็นภาษาของอินเดีย ในสมุดบันทึกเหล่านั้น บาซูได้ค้นพบเรื่องราวของพระราชินีวิกทอเรียกับมูนชีผู้เป็นที่รักของพระองค์…อับดุล คาริม บันทึกที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระราชินีวิกทอเรียในภาษาอูรดู ถูกเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของพระราชวงศ์วัง และถูกตัดทิ้งอย่างสิ้นเชิงจากประวัติศาสตร์ฉบับตะวันตกของยุควิกทอเรีย เพราะไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนอ่านภาษาอูรดูออก บาซูเล่าว่า “ฉันรู้จักภาษาอูรดู ถึงแม้ฉันจะอ่านบันทึกไม่ออก อับดุลเขียนข้อความให้พระราชินีเป็นภาษาโรมัน และฉันเข้าใจข้อความเหล่านี้ ในขณะที่ฉันต้องไปหาคนแปลบันทึกซึ่งเป็นภาษาอูรดู บันทึกมีอยู่ 13 เล่ม” และจากหน้าต่างๆในบันทึกเหล่านี้ เรื่องราวความสัมพันธ์ของพระราชินีวิกทอเรียและอับดุล ก็ปรากฏขึ้น

    มีบันทึกอีกหนึ่งฉบับที่กำลังจะถูกค้นพบ ขณะที่การสืบค้นของบาซูพาเธอไปไกลถึงเมืองการาจี, ปากีสถาน อับดุลไม่เคยมีลูก แต่เหลนชายของเขานำเธอไปพบกับบันทึกฉบับนั้น ซึ่งถูกเก็บไว้ในหีบใส่ของขนาดใหญ่ อับดุลเริ่มเขียนบันทึกในปี 1887 ตอนที่เขาถูกเรียกตัวให้เดินทางจากอินเดีย ไปรับใช้ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลองการครองราชย์ครบ 50 ปี สมุดบันทึกของเขาให้ข้อมูลกับบาซูโดยตรงจากเจ้าของเรื่องราว ซึ่งยืนยันสิ่งที่เธอค้นพบมากมายจากบันทึกด้วยลายพระหัตถ์เป็นภาษาอูรดูของพระราชินี “ในที่สุด ฉันก็ได้ฟังเรื่องราวจากปากของอับดุล”

    รายละเอียดต่างๆดึงดูดใจนักเขียนหญิงผู้นี้เป็นอย่างมาก “อับดุลอายุ 24 ตอนถูกส่งตัวจากอินเดียมาอังกฤษ เขาได้รับความสนใจจากพระราชินีวิกทอเรีย และได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว มีการสอนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมให้กับเขา เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้สื่อสารกันง่ายขึ้น และเขาสอนภาษาอูรดูให้พระองค์ทุกเย็น เขาอ่านบทกวีของกาหลิบให้พระองค์ฟัง ทั้งสองคนเริ่มกลายเป็นเงาของกันและกัน
    “คนในวังของพระองค์วางแผนต่อต้านเขา และขู่ว่าเจ้าชายแห่งเวลส์ องค์มกุฎราชกุมาร [ตำแหน่งของเจ้าชายเบอร์ตี้ในขณะนั้น] คงต้องเข้ามาจัดการ พระราชินีวิกทอเรียทรงยืนเคียงข้างอับดุลอย่างมั่นคง”
    บาซูคัดลอกสมุดบันทึกเหล่านี้ และเขียนเป็นหนังสืออกมา ชื่อ Victoria & Abdul: The True Story of the Queen’s Closest Confidant

    ผู้สร้างภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลบาฟต้า บีแบน คิดรอน แห่งบริษัทผลิตภาพยนตร์ครอสส์ สตรีท ฟิล์มส์ ได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ในปี 2010 และสนใจเรื่องนี้ในทันที เธอเล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจคือ นี่คือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีการบอกเล่ามาก่อน เป็นเพชรที่ซ่อนอยู่มานานกว่าศตวรรษ มันเป็นการเปิดเผยว่าพระราชินีวิกทอเรียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาก กับคนที่ไม่เพียงเป็นข้าราชบริพาร แต่ยังเป็นข้าราชบริพารที่เป็นมุสลิมอีกด้วย ปฏิกิริยาภายในวังของพระองค์ก็ถูกบอกออกมาได้ค่อนข้างดี และสัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกเราตอนนี้ – การพูดถึงความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรม และการยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง”

    ลี ฮอลล์ นักเขียนบทที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากเรื่อง Billy Elliot หุ้นส่วนของคิดรอนในบริษัทครอสส์ สตรีท ได้ฟังบาซูในวิทยุ และเกิดอาการอาการสนใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนจึงขอนัดพบเธอ แต่ตอนนั้น ครอสส์ สตรีทไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่สนใจจะซื้อหนังสือของบสซูมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่การตอบรับของทั้งสองคนที่มีต่อเรื่องราวในหนังสือ ก็ได้รับความสนใจจากบาซูเช่นกัน คิดรอนเล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ชราบานีสนใจ คือการวิธีที่เรามองเรื่องราวใน Victoria & Abdul ว่าเป็นเรื่องราวของคนนอก เป็นการปะทะกันทางชนชั้นและวัฒนธรรม และเรารู้สึกว่ามันคงมีชีวิตชีวามาก ที่จะได้เห็นโลกของพระราชินีวิกทอเรียจากมุมมองของชายหนุ่มสามัญชนคนหนึ่ง จากเมืองอัครา ที่ก้าวขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของจักรวรรดิ

    “เรายังมองว่านี่คือหนังที่สามารถสร้างออกฉายตามโรงได้ด้วย เป็นเรื่องราวที่สนุกและบันเทิง – เรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์ที่คนดูไม่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่มีการพูดถึงเรื่องความมีอคติด้วย”

    บาซูตกลงขายลิขสิทธิ์ให้กับครอสส์ สตรีท และบริษัทก็เริ่มลงมือเตรียมงานโปรเจ็คต์นี้ร่วมกับคริสติน แลนแกน แห่งบีบีซี ฟิล์มส์ จุดเปลี่ยนของหนังมาถึง เมื่อคิดรอนและฮอลล์นำ Victoria & Abdul ไปให้เพื่อนที่รู้จักกันมานาน และเคยร่วมงานกันบ่อยครั้ง คือเอริก เฟลล์เนอร์ ประธานร่วมในบริษัทผลิตภาพยนตร์เวิร์คกิ้ง ไทเทิล ฟิล์มส์ ร่วมกับทิม เบแวน เฟลล์เนอร์ ผู้อำนวยการสร้างที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ เล่าว่า “ผมมองเรื่องนี้ในฐานะเรื่องราวในยุคสมัยของเรา และผมรู้ว่าในฐานะผู้เขียนบท ลี ฮอลล์มีความเชี่ยวชาญที่จะดัดแปลงหนังสือของชราบานีได้ เขาจะรู้สึกดึงดูดใจกับเรื่องราวที่สำรวจชนชั้น และมองจากมุมมองของคนนอกที่มองเข้าไป และจากมุมมองของคนในที่มองออกมา”

    ทีมผู้อำนวยการสร้างตั้งใจจะทำหนังที่จะให้ภาพหรูหราภายในพระราชวัง, ภูมิประเทศที่สวยงามอลังการ และเครื่องแต่งกายที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น ซึ่งคนดูคาดหวังจะได้เห็นในหนังที่เป็นเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ ในขณะที่ก็ให้เรื่องราวของมิตรภาพและความจงรักภักดีกับคนดู ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอาจไม่ได้คาดคิด

    คิดรอนเล่าว่า “มันเป็นการเติมพลังสำหรับเรา ในการทำหนังสักเรื่องที่มีทั้งฉากใหญ่ๆ, ดนตรีประกอบ, ต้องใช้นักแสดงประกอบที่ต้องมาแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า เพื่อที่เราจะได้เริ่มถ่ายทำตอนแปดโมง กับฉากการสนทนากันอย่างใกล้ชิดของคนสองคน ที่จริงจังและจับใจ

    “ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีวิกทอเรียกับอุบดุล พูดเรื่องความแตกต่างระหว่างวัย วัยชราของพระองค์และความหนุ่มของเขาไม่ได้เป็นอุปสรรคในความรัก และทั้งคู่ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากประสบการณ์นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับพวกเขา และเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าจะเป็นความพิเศษสำหรับคนดูด้วยเช่นกัน”

    และจากการเป็นหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่ทำออกมาเป็นหนังความยาวสองชั่วโมง บางเหตุการณ์และบุคคลจึงต้องมีการเสริมแต่งเข้ามา ด้วยจุดประสงค์เพื่อความบันเทิง คิดรอนเล่าว่า “เราทุกคนพูดเรื่องที่ว่าบทหนังควรจะต้องสร้างเรื่องราวจากรายละเอียดที่มีอยู่มากมายในหนังสือของชราบานี ซึ่งเขียนออกอย่างสวยงามและชวนให้คิดถึงอดีตมาก แต่ก็มีวิธการเขียนในแบบของนักหนังสือพิมพ์ ในขณะที่หนังของเราจะดูมีความเป็นเทพนิยายมากกว่า มันซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของเรื่องราว แต่ด้วยความจำเป็น มันต้องสร้างสรรค์ช่วงเวลาที่มีความเป็นดราม่าขึ้นด้วยเช่นกัน บทหนังของลีเขียนออกมาได้สนุกมาก แต่หัวใจของหนัง คือความสัมพันธ์ที่จับใจเรา นั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบทำในการบอกเล่าเรื่องราวของเขา คือการทำให้คนดูหัวเราะ แล้วก็ทำให้พวกเขาร้องไห้

    “จากการที่ชราบานีเขียนหนังสือโดยใช้เรื่องราวที่ได้จากสมุดบันทึกของทั้งพระราชินีวิกทอเรียและอับดุล ก็เป็นธรรมดาที่ข้อมูลจะเป็นส่วนๆ ไม่ปะติดปะต่อ ซึ่งลีนำมาเรียงร้อยให้ต่อเนื่องกัน แต่ถึงจะดูมีส่วนที่ชวนหัวเราะอยู่มากแค่ไหนในบทหนัง แต่ความชวนหัวนั้น มาจากพระราชินีวิกทอเรียเอง!”

    บาซูบอกว่า “ลีหยิบเอาส่วนที่ใช่เลยออกมาจากในหนังสือ และเขาพัฒนาบางส่วนและพัฒนาตัวละครเพิ่มขึ้น แต่แน่นอน เขายังคงเก็บส่วนที่เป็นมนุษย์ปุถุชนเอาไว้”

    ส่วนความสามารถในการตีความ ทั้งการให้น้ำหนักกับประวัติศาสตร์ และมุมมองที่มีอารมณ์ขันอันชาญฉลาด ก็ยกให้เป็นงานคุณภาพของผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สตีเฟน เฟรียร์ส คิดรอนอยากได้เฟรียร์สมาเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้มาตลอด “ฉันรู้ว่าเขาจะคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ Victoria & Abdul เพราะเขาสามารถดึงอารมณ์ขันจากสถานการณ์ได้ แต่ก็ไม่สูญเสียมุมมองของความจริงจัง”

    ทีมผู้อำนวยการสร้างรอจนกระทั่งฮอลล์เขียนบทร่างสองครั้งลงเป็นบทภาพยนตร์ดัดแปลงแล้ว ก่อนจะนำโปรเจ็คต์นี้ไปหาสตีเฟน เฟรียร์ส เขากระตือรือร้นที่จะร่วมงานในโปรเจ็คต์นี้ “เป็นบทหนังที่ดีมาก มีความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา”

    เทรซี ซีเวิร์ด ผู้อำนวยการสร้างที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ (จาก The Queen) และร่วมงานกับเฟรียร์สมานาน เข้ามาร่วมงานกับเขาในโปรเจ็คต์นี้ เธอมั่นใจมาก ว่าหนังเรื่องนี้ สามารถสำรวจลึกลงไปในธีมที่ทีมงานเคยพูดถึงมาก่อน ในหนังเรื่องก่อนๆของพวกเขา “เช่นเรื่องความสัมพันธ์ของคนต่างเชื้อชาติ ในหัวข้อนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วในหนังเรื่องนี้ ยิ่งรู้สึกมากขึ้นในทุกวันนี้ เหนืออื่นใด นี่คือเรื่องราวสำคัญที่ชราบานีได้ทำให้กระจ่างขึ้น หนุ่มมุสลิมคนหนึ่งกลายมาเป็นพระสหายผู้จงรักภักดีของกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ในประเทศคนผิวขาวกลุ่มแองโกล”
    บาซูคอยให้คำปรึกษาตลอดการทำงาน และขณะที่ทีมผู้สร้างกำลังรวบรวมทีมงาน เธอก็ตระหนักว่าหนังเรื่องนี้กำลังถูกสร้างโดย “ทีมงานในฝัน ฉันคงขออะไรมากกว่านี้หรือดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว และการคัดเลือกตัวนักแสดงก็เป็นการเพิ่มสิ่งที่ดีมากอยู่แล้ว ให้ดียิ่งกว่าเดิม”

    เมื่อความคิดมุ่งไปที่การหาตัวนักแสดงหญิงที่จะสามารถสวมวิญญาณของความหยิ่งทะนง, ความฉลาดหลักแหลม, มีไหวพริบ และมีความเปราะบาง ของผู้ที่เป็น “คุณย่าแห่งทวีปยุโรป” มีคนเดียวเท่านั้นที่ใครๆและทุกคนนึกถึง สตีเวน เฟรียร์ส ที่เคยร่วมงานกับท่านผู้หญิง ( Dame) จูดี้ เดนช์มาก่อน รู้ว่าเธอจะเป็น “นักแสดงที่เยี่ยมมากสำหรับบทนี้ และเป็นคนที่เหมือนพระราชินีวิกทอเรียเลย!
    “แต่เธอเคยเล่นเป็นพระราชินีวิกทอเรียมาแล้ว ใน Mrs. Brown [1997] ผมเลยสงสัยว่าไอเดียนี้จะกระตุ้นความสนใจเธอได้หรือเปล่า”

    โชคดีสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง จูดี้ เดนช์ กลับชอบโอกาสที่จะได้กลับมารับบทผู้หญิงที่ดึงดูดใจที่เธอเคยแสดง ในวัยที่เป็นบั้นปลายของชีวิต เดนช์บอกว่า “ฉันดีใจมากที่จู่ๆหนังเรื่องนี้ก็มาหาฉัน ฉันซึมซับเรื่องราวของพระองค์อย่างเต็มที่ตอนที่เราทำเรื่อง Mrs. Brown และทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องราวของพระองค์ทั้งหมด ดังนั้นฉันจะปฏิเสธทำไมล่ะ ฉันชื่นชมพระราชินีวิกทอเรียในฐานะบุคคลที่น่าทึ่ง และนี่เป็นเรื่องราวที่ยากจะปฏิเสธที่เพิ่งจะได้รับรู้กัน

    “กับเรื่องของเชคสเปียร์ คุณสามารถกลับไปเล่นละครได้อีก โดยหวังว่าในระยะเวลาที่ทิ้งช่วงไป คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นว่าจะเล่นบทนั้นออกมายังไง ในขณะที่นี่คือความก้าวหน้าจริงๆสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่จริง ฉันได้รับจดหมายที่น่ารักมากจากจอห์น แมดเดน [ผู้กำกับเรื่อง Mrs. Brown] บอกว่าเขาดีใจที่ฉันจะกลับมาเยือนบทพระราชินีวิกทอเรียอีกครั้ง”

    หนังสองเรื่องเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์คนละช่วงเวลาในชีวิตของพระราชินีวิกทอเรีย แต่เดนช์รู้สึกว่ามีความเชื่อมโยงถึงกัน “พระราชินีวิกทอเรียทรงมีความสุข ตอนที่อยู่กับเจ้าชายอัลเบิร์ต [พระสวามี] จากนั้นก็เป็นจอห์น บราวน์ [มหาดเล็กชาวสกอต] แล้วก็อับดุล มันมีความต่อเนื่อง พระองค์ทรงผ่อนคลาย ผ่อนคลายเต็มที่ เวลาที่ได้อยู่กับบางคน โดยไม่มีเรื่องราวบ้าบอทั้งหลายในท้องพระโรง คนเหล่านั้นจะคอยบอกว่า ‘ตอนนี้พระองค์ต้องอยู่ที่นี่ ตอนนั้นพระองค์ต้องอยู่ที่นั่น’”

    ตอนที่ได้พบกับอับดุล พระราชินีวิกทอเรียครองราชย์มา 63 ปีแล้ว เฟรียร์สให้ความเห็นว่า “พระราชินีวิกทอเรียทรงเป็นนักโทษของการประชุม ชีวิตมีแต่การประชุม เหมือนที่เราส่วนใหญ่เป็น”
    ซีเวิร์ดเสริมว่า “คุณนึกภาพการขึ้นครองราชย์ตอนอายุ 18 และอยู่แบบนั้นตลอดกาลออกมั้ย แต่ในวัยเจ็ดสิบเศษ ทรงกลายเป็นนักปฏิวัติเงียบ ทรงเรียนภาษาอูรดู และอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน จากที่ทรงเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่น่าสนใจอยู่แล้ว พระองค์ยิ่งน่าสนใจกว่าเดิมในช่วงบั้นปลายชีวิต ทรงเป็นจักรพรรดินีของอินเดีย แต่ทรงตระหนักว่าจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอินเดียให้มากขึ้น”
    จูดี้ เดนช์เองก็รู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอินเดียมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ไปถ่ายทำเรื่อง The Best Exotic Marigold Hotel ที่นั่น เธอเล่าว่า “มันกลายเป็นบ้านทางจิตวิญญาณของฉันไปแล้ว ฉันอยากกลับไปอีกมากๆ”
    อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจเธอ คือการได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับคนโปรดที่สุดคนหนึ่งของเธออีก “สตีเฟน เฟรียร์สเป็นคนมีรสนิยม และฉันชอบเขามากในฐานะคนคนหนึ่ง เวลาร่วมงานกับเขา คุณฝากชีวิตไว้ในมือเขาเต็มที่ เขาอาจเข้าใจยาก แต่คุณรู้ว่านั่นเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด คุณอยากทำให้เขาพอใจ
    “เราเข้าใจกัน ฉันรู้จักเขาเป็นอย่างดี จนเวลาเขาพูดหลังจากแต่ละเทค ‘คุณอยากลองอีกครั้งมั้ย’ นั่นหมายความว่าเขาอยากให้ลองแสดงอีกครั้ง นอกจากเรื่องนี้แล้ว สตีเฟนกับฉันก็มีอารมณ์ขันที่เหมือนกันมาก เราเลยมีเรื่องทำให้อีกฝ่ายหัวเราะได้ตลอด”
    การลุกขึ้นมาขบถเล็กๆ ของพระราชินีวิกทอเรีย ใน Victoria & Abdul เมื่อทรงขัดขืนขนบธรรมเนียม, คนในวังของพระองค์ และวัฒนธรรมในสมัยนั้น เฟรียร์สรู้ดีว่าบทนี้จะเหมาะกับคุณสมบัติความเป็น “ตัวป่วน” ที่มีอยู่ในตัวเดนช์เอง
    คิดรอนชื่นชมว่า “ไม่มีใครอีกแล้ว ที่จะแสดงเป็นพระราชินีวิกทอเรียได้เหมือนจูดี้ เดนช์ เธอมีอารมณ์ขันที่น่าทึ่ง แต่จริงๆแล้วเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก เธอจึงสามารถถ่ายทอดออกมาได้ทันที และผสมผสานทั้งความสนุกและความเป็นดราม่า เธอทำหน้าตายได้เก่งมาก สามารถทำหน้าแบบนั้นได้ตลอดในฉากขำๆ แล้วจากนั้นก็หมุนไปที่ฉากดราม่าได้อย่างยอดเยี่ยมมาก”
    ผู้อำนวยการสร้างซีเวิร์ดบอกว่า “จูดี้อาจจะเป็นศิลปินนักแสดงที่เข้าใจความรู้สึกของตัวละครที่เธอแสดงมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ก็เป็นได้ ความซื่อตรงของเธอในฐานะนักแสดงกระจ่างชัดมาก”
    เดนช์บอกว่า “ฉันไม่ได้ลงความเห็นด้วยซ้ำ ว่า ‘ชอบ’ หรือ ‘ไม่ชอบ’ ตัวละคร ฉันแค่พยายามทำความเข้าใจในฐานะมนุษย์ปุถุชน และซื่อตรงกับบทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อคนดูจะได้เข้าใจ ว่าฉันกำลังแสดงเป็นใคร”
    การเลือกนักแสดงหนุ่มที่จะมาร่วมแสดงกับเธอ มีการคัดเลือกนักแสดงที่มีความสามารถจากทั่วโลก คิดรอนบอกว่า “เรามองหานักแสดงใหม่ๆ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก เราไม่รู้จักอาลี แต่เขาดังมากที่อินเดีย ดังนั้นตอนเราไปมุมไบ และดูนักแสดงอ่านบทเพื่อทดสอบบทนี้ กับผู้คัดเลือกนักแสดงนานดินี ชริเคนท์ เขาเป็นคนหนึ่งที่เราได้ดูการทดสอบบท
    “พออาลีออกไปจากห้อง สตีเฟนพูดว่า ‘ผมเห็นเลยว่า ว่าพระราชินีวิกทอเรียสนใจเขามาก’” ในที่สุด ฟาซาลก็ได้ไปอังกฤษเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อทำการเทสต์หน้ากล้องที่ลอนดอน
    คิดรอนบอกว่า “การเดินทางของอาลีเป็นภาพสะท้อนการเดินทางของอับดุล เขาทำให้เราประหลาดใจมาก และได้บทนี้ไป”
    ผู้กำกับเฟรียร์สบอกว่า “อาลีมีเสน่ห์ ดึงดูดใจ แต่สิ่งที่ชัดเจนสำหรับผม คือเขามีคุณสมบัติของความใสซื่อ ซึ่งนักแสดงที่รับบทเป็นอับดุลจะต้องเข้าถึงให้ได้ ผมรู้สึกว่าเราอาจไม่เจอสิ่งนั้นในนักแสดงที่เกิดหรือโตในอังกฤษ อาดีล อัคห์ทาร์ ที่เราคัดเลือกตัวก่อน [ในบทโมฮัมเหม็ด เพื่อนจากอินเดียของอับดุล] ต้องถ่ายทอดในมุมมองที่มีสีสันมากกว่า และอาดีลก็อยู่ที่อังกฤษมาตลอดชีวิต แต่สำหรับอับดุล เราต้องการคนที่ไร้เดียงสาและน่าทึ่ง มันเป็นสิ่งสำคัญของตัวละคร และอาลีเข้าใจสิ่งนี้”
    ฟาซาลใช้เวลาสองเดือนในการค้นคว้าข้อมูลของยุคสมัย การได้พูดคุยกับผู้กำกับเพิ่มเติม ทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นในการตีความ ว่าจะสร้างบุคลิกของตัวละครออกมายังไง “สตีเฟนเป็นผู้กำกับที่ผมชอบที่สุดคนหนึ่ง และผมอยากให้การแสดงของผมสอดคล้องกับภาพของหนังที่เขาคิดไว้
    “อับดุลรับมือกับทุกสิ่งตามที่มันเป็น และตามที่เขาเห็นจริงๆ นั่นนำไปสู่ฉากตลกๆหลายฉาก เพราะเขาเป็นคนปากกับใจตรงกัน พระราชินีโปรดเขามาก สตีเฟนบอกให้ผมไปดูปีเตอร์ เซลเลอร์ส ในหนังเรื่อง Being There สำหรับการหาข้อมูล เป็นหนังที่ดีมาก
    “อับดุลมาจากสถานที่ที่มีความไร้เดียงสา และผมอยากคงแบบนั้นไว้ให้ตลอด แต่เขาก็ยังมีหลายชั้นในตัวตนของเขาเช่นกัน และบทหนังของลีก็แสดงให้เห็นความแตกต่างบางๆที่ซ่อนอยู่เหล่านั้น”
    ฟาซาลไว้เคราจริงๆเพื่อรับบทนี้ เพราะ “อยากให้ดูสมจริง“
    คิดรอนบอกว่า “อาลีเข้ากันได้กับจูดี้ และเธอก็เข้ากันได้กับเขา เขาให้ความเคารพเธออย่างมาก แต่ก็ลุกขึ้นสู้กับความท้าทายในการแสดง หลายฉากต้องการคนที่พร้อมจะเล่นกับเธอ และอาลีก็พร้อม”
    เดนช์พูดถึงดารานำชายของเธอว่า “เขาเป็นชายหนุ่มที่น่ารักมาก เขาค่อนข้างโรแมนติก และยังหัวเราะเก่งอีกด้วย นั่นเป็นส่วนผสมที่ดีมาก เราเข้ากันได้ดี”
    ฟาซาลบอกว่า “จูดี้เป็นบุคคลที่เป็นเหมือนเพชร และเธอเป็นทุกอย่างที่นักแสดงควรจะเป็น ผมผ่านพ้นโปรเจ็คต์นี้มา กับเพื่อนที่ยิ่งใหญ่มาก”
    การถ่ายทอดความเข้าใจที่เชื่อมโยงถึงกัน และทำให้มิตรภาพนั้นมีพลังต่อเนื่องไปตลอดในหนัง เป็นสิ่งที่ต้องการจากนักแสดงทั้งสองคนเมื่อมองถึงพัฒนาการของตัวละครทั้งสอง เมื่อกษัตริย์ในวัยชราและสุขภาพร่วงโรย มองเห็นศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ผ่านทางจิตวิญญาณที่สดใสและเยาว์วัย เฟรียร์สบอกว่า “การพบกันของพวกเขาเป็นการเจอกันที่ไม่เหมาะสมเลย นั่นเป็นสิ่งที่น่าพอใจมากในการเล่าเรื่องราวของหนังต่อไป ธรรมชาติของความรักคือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งระหว่างคนสองคน ดังนั้น Victoria & Abdul จึงเป็นหนังรักแน่นอน”
    เดนช์บอกว่า “มันไม่ยาก ที่จะจินตนาการว่าพระราชินีวิกทอเรีย ที่ตอนนั้นหงุดหงิดและค่อนข้างเพลีย ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้น และมองเห็นใครบางคนที่สามารถพูดคุยได้ในที่สุด และคนที่เห็นแล้วเจริญหูเจริญตาในที่สุด เขาเดินทางมาในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลองครองราชย์ครบห้าสิบปี เพื่อถวายเหรียญให้กับพระองค์ แต่เมื่อเห็นเขา พระราชินีก็ไม่ได้สนใจเหรียญนั้นสักเท่าไหร่

    “อับดุลเป็นเหมือนการเติมความเยาว์วัยและความกระตือรือร้นให้กับพระราชินีวิกทอเรีย ทรงสนุกไปกับการพูดคุยกับเขา และเขาก็ทำให้พระองค์ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งภาษา และวัฒนธรรม มันเป็นเหมือนการให้เลือดใหม่กับพระองค์ในตอนนั้น ทรงชื่นชมเขา และอยากทำสิ่งที่ต้องฝืนทำ เพื่อเขา”

    สำหรับความสัมพันธ์ใกล้ชิดหลายๆครั้งของพระราชินีวิกทอเรีย การพูดคุยกันในยุคนี้มีการตั้งคำถามถึงระดับของความใกล้ชิด คิดรอนให้ความเห็นว่า “ฉันเชื่อว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเรื่องทางใจ และนี่เป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าคนดูจะตอบรับใน Victoria & Abdul คนสองคนสามารถให้ความนับถือและความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง และบางสิ่งที่ดูเหมือนความรักมากๆแก่กัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นความสัมพันธ์ทางร่างกาย

    “เราทุกคนก็เคยรักคนที่เราไม่มีความสัมพันธ์ทางด้านร่างกาย และเราก็เคยรักคนที่เราอาจจะรักถ้าสถานการณ์ต่างออกไป นี่เป็นประสบการณ์ที่เป็นสากล และเป็นประสบการณ์ที่มีการนำเสนอออกมาไม่มากนักในหนังสมัยนี้ ดังนั้น ฉันจึงภูมิใจมากที่หนังของเราถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมา”

    ซีเวิร์ดบอกว่า “อับดุลเป็นหนึ่งในคนที่พระราชินีวิกทอเรียรักที่สุดในชีวิตของพระองค์ และพระองค์ก็เป็นที่รักที่สุดเช่นกันสำหรับเขา ความรักของทั้งคู่เป็นความสัมพันธ์ที่อ่อนโยนมาก ลองจินตนาการถึงการมีอำนาจทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว และต้องการเพื่อนแท้สักคน”

    ฟาซาลรู้สึกถึงสิ่งนั้น “มันกลายเป็นเรื่องทางด้านจิตใจมากกว่าสำหรับทั้งสองคน การอ่านจดหมายที่เขียนถึงกันของพวกเขา คุณจะเห็นสิ่งนั้นผ่านทางการเรียนภาษาอูรดู ว่าพระองค์เริ่มคิดถึงพระเจ้าในหลายๆด้าน

    “สำหรับเรื่องที่ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ ‘เกี่ยวกับร่างกาย’ หรือเปล่า คือ…การจับมือกันเป็นเรื่องใหญ่มาก นี่เป็นความสัมพันธ์ที่มีความพิเศษ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสนิทสนมและความไว้วางใจ มากกว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย”

    ในขณะที่อับดุลเริ่มใกล้ชิดกับกษัตริย์มากขึ้น ผู้สร้างก็แสดงให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง ผ่านทางโมฮัมเหม็ด เพื่อนร่วมชาติของเขา อัคห์ทาร์เล่าว่า “บางคนอาจจะพูดว่าอับดุลมองโลกในแง่บวกเกินไป และมีความหวังเกินไป ทันใดนั้นก็มีตัวละครของผม ซึ่งต่างกันสุดขั้ว โมฮัมเหม็ดเป็นคนขี้หงุดหงิดนิดหน่อย และค่อนข้างเป็นพวกปฏิเสธลูกเดียว ทั้งคู่อยู่กันคนละฟากเลย และเราก็ไปจนสุดทั้งสองฟาก ในขณะที่ตรงกลางคือที่ที่เราควรจะอยู่

    “ตอนที่ผมอ่านบท บทพูดของโมฮัมเหม็ดต่อเบอร์ตี้และเซอร์ เฮนรี ผมรู้ว่ามีเหตุผลที่ดีและเป็นเหตุผลจริงๆในการทำหนังเรื่องนี้ มันให้บริบทถึงการเดินทางอันยาวนานที่หลายประเทศเดินหน้าทำ เพื่อหาทางเป็นอิสรภาพจากจักรวรรดิ”

    เฟรียร์สบอกว่า “พระราชินีวิกทอเรียไม่เคยไปอินเดีย เพราะมีกฎทางศาสนาที่เป็นข้อห้ามสำหรับพระองค์ ทรงขึ้นเป็นจักรพรรดินีในปี 1858 หลังจากสิ่งที่จักรวรรดิเรียกว่าการจลาจล แต่อินเดียเรียกว่าการปฎิวัติ

    “แน่นอน อับดุลชอบที่จะมองด้านที่สว่างมากกว่า เขาอ้าแขนรับการผจญภัยที่ดูไม่มีปัญหา”

    จนกระทั่ง ถึงตอนที่มันมี… นั่นคือท้องพระโรงของพระราชินี – เพื่อน, ครอบครัว, เจ้าหน้าที่, ข้าราชบริพาร – พากันปิดแถว เพื่อต่อต้านอับดุลและความสัมพันธ์ของเขากับพระราชินีอย่างเต็มที่ เฟรียร์สบอกว่า “ตอนแรกมันคือการเหยียดผิวและทิฐิ แต่ในแง่ของการเบียดแทรกเต็มที่แบบนั้น เป็นเพราะพวกเขามีบางอย่างที่ต้องปกป้อง และอับดุลก็เป็นสิ่งที่คุกคามสำหรับพวกเขา ทวีปอินเดียเองก็เป็นสิ่งที่คุกคามจักรวรรดิเช่นกัน ดังนั้นมันจึงถูกกดไว้ และถูกกดไว้โดยชนชั้นที่อยู่รายรอบพระราชินี

    “สิ่งนี้กลายเป็นความสนุกสำหรับเราในการทำหนังเรื่องนี้ – ไม่ใช่เพราะทัศนคติที่เลวร้ายแบบนั้น แต่เพราะเรามีกลุ่มนักแสดงอังกฤษที่ถนัดในการถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ที่มีอารมณ์ขันมากมายในการแสดงความคิดเห็นและโต้ตอบ”

    คิดรอนบอกว่า “ใครจะไม่อยากเล่นหนังกับจูดี้ เดนช์ และสตีเฟนก็เปิดโอกาสให้นักแสดงอย่างมากในการสร้างสรรค์ตัวละคร ดังนั้นพวกเขาจึงรักเขามาก เราจึงโชคดีที่มีนักแสดงเก่งๆ เป็นตัวเลือกให้เลือกมาก

    พอล ฮิกกินส์ ที่รับบทเป็นดร. รี้ด เล่าว่า “กลุ่มที่มีอำนาจต้องการให้พระราชินีเป็นที่นิยมของประชาชนและถูกมองว่าสุขภาพจิตปกติ เพราะพวกเขากลัวการถูกกวาดล้างไปพร้อมกับศตวรรษใหม่ แต่ในวังไม่ได้ปฏิบัติกับอับดุลอย่างเท่าเทียม’”

    คิดรอนเสริมว่า “มันเป็นส่วนของดราม่า ที่จะสำรวจลึก ถึงวัฒนธรรมของยุคสมัยที่มีการเหยียดผิวอย่างเปิดเผย แต่สิ่งที่ฉันชอบที่สุดคือบทสนทนาทั้งหมดที่พูดเกี่ยวกับการวิ่งหาตำแหน่ง และเป็นที่โปรดปรานในท้องพระโรง แน่นอน เราไม่รู้จริงๆหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ดังนั้นคุณต้องฟังบทสนทนาแต่ละตอนแบบฟังหูไว้หู แต่สิ่งที่ฉันรู้แน่ๆ คืออับดุลทำให้เกิดความปั่นป่วนในลำดับชั้นต่างๆ อันนั้นชัดเจน”

    เฟเนลลา วูลการ์ดูรูปตัวจริงของตัวละครที่เธอแสดง คือนางกำนัลชื่อมิสฟิปปส์ และคิดว่า “เธอดูแกร่งกว่าที่บทหนังเขียนไว้ ซึ่งเขียนว่าเธอถูกข่มเหงรังแกจากข้าราชบริพารคนอื่นๆในวัง แต่ฉันได้แสดงฉากที่เหมือนฝันเป็นจริงกับจูดี้ เดนช์ ดังนั้น ฉันเลยทำตามที่เขียนไว้ในบทหนัง และมันสนุกมากในการแสดงเป็นฟิปปส์ที่กลัวพระราชินีวิกทอเรีย

    “เกือบตลอดเวลา นางกำนัลต้องรออยู่ในห้องของพระองค์ นั่งรออยู่แบบนั้น และคุณอาจจะถูกเรียกตัวไปสร้างความบันเทิงให้พระราชินี หรือทำงานเลขา หรือดูแลพระโอรสพระธิดา ลืมเรื่องอิสรภาพไปได้เลย”

    อีกหนึ่งสมาชิกที่มีตัวตนอยู่จริงในท้องพระโรงของพระราชินี ใน Victoria & Abdul คือมหาดเล็ก อลิค ยอร์ก รับบทโดยจูเลียน วอแดห์ม “ผมไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอลิค เขาเป็นเกย์ และหรูหรา คำเปิดเผยที่โด่งดังนี้พระราชินีพูดโดยตรงกับอลิค ‘เขาหัวเราะเรื่องไม่เหมาะสมของชนชั้นสูงชาวต่างประเทศคนหนึ่ง และพระราชินีวิกทอเรียเดินมาที่พวกเขาและถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร อลิคถูกบังคับให้เล่าให้ฟัง แล้วพระองค์ก็พูดประโยคนั้น

    “บทหนังแตะโดนความหลงใหลของเราที่มีต่อราชวงศ์ ผมจินตนาการว่าปฎิกิริยาที่ในวังมีต่ออับดุลคงตึงเครียดยิ่งกว่านี้ในชีวิตจริง ถึงแม้เราจะแสดงออกมาในแบบตลก ตอนเราถ่ายฉาก ‘การประชุม’ ที่คนเหล่านี้เบียดกันเข้ามาในห้อง มันกลายเป็นฉากที่ตลกมาก”

    นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลบีฟา โอลิเวียร์ วิลเลียมส์ ได้รับเลือกสำหรับบทเลดี้ เชอร์ชิลล์ แต่เธอเปิดเผยว่าตัวละครของเธอ “เป็นการเอาคนที่มีชีวิตอยู่จริงสองคนมารวมกัน แน่นอนว่าคนหนึ่งคือมารดาวินสตัน เชอร์ชิลล์ ฉันเล่นบทนี้แบบมีส่วนของทั้งสองคนคนละนิด และสนุกมาก

    “ตัวละครนี้เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล เธออยู่ในชีวิตที่แหกกฎเกณฑ์ แต่ก็ไม่เห็นด้วยอย่างมากที่คนอื่นจะทำแบบเดียวกัน เธออยู่ในโลกที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และมีแต่ความทุกข์ โลกที่มิตรภาพที่สวยงามและลึกซึ้ง ทำให้ขุ่นเคืองใจ”

    คนที่น่ากลัวที่สุดในการต่อต้านที่อับดุลเริ่มใกล้ชิดกับพระราชินี คือพระโอรสของพระองค์ เบอร์ตี้ เจ้าชายแห่งเวลส์ – องค์มกุฎราชกุมาร ที่ต่อมาคือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ 7 เอ็ดดี้ อิซซาด ที่ได้รับเลือกสำหรับทนี้ เล่าว่า “เบอร์ตี้มีสืทธิ์ในลำดับชั้น แต่พระราชินีทรงกันพระองค์ไว้จากการเมือง และเจ้าชายก็แสดงออกอย่างมาก เกือบตลอดชีวิตของทั้งคู่ พวกเขาไม่ชอบกัน

    “เขาเป็นคนที่มีความหิวมาก ทั้งเรื่องอาหารและผู้หญิง เพราะเขาไม่มีความสุข ผมพยายามที่จะเข้าถึงความเศร้าของเขา แต่คุณไม่อยากขวางทางเขาหรอก”

    นักแสดงรางวัลบาฟต้า ทิม พิกอตต์-สมิธ (จากเรื่อง The Jewel in the Crown) ร่วมแสดงในหลายฉากกับจูดี้ เดนช์และนักแสดงอีกหลายคน ในการสร้างฉากท้องพระโรงของพระราชินี เขารับบทเป็นเซอร์เฮนรี พอนซอนบี ราชเลขาส่วนพระองค์ที่ทำหน้าที่ยาวนานของพระราชินีวิกทอเรีย บทนี้กลายเป็นหนึ่งในบทบาทสุดท้ายในชีวิตเขา พิกอตต์-สมิธ เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
    การถ่ายทำเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2016 ทันทีที่เริ่มต้นการทำงาน คิดรอนพบว่า “สตีเฟน เฟรียร์สกระตุ้นและสั่งการ คุณรู้สึกได้เลยในกองถ่าย เขามีพลังและสนุกกับการถ่ายทุกฉาก ซึ่งช่วยหนังของเรามาก เราต้องการอารมณ์ขันและความสะเทือนใจที่เขานำมาให้กับหนังเรื่องนี้ คุณรู้ในทันทีว่ามันจะไม่ใช่หนังย้อนยุคแบบที่ต้องใช้ความพยายามในการดู’”

    บทหนังของฮอลล์ ตั้งใจใช้สถานที่เพื่อเพิ่มความเคลื่อนไหวให้กับเรื่องราวของหนังมากยิ่งขึ้น “ตอนแรก เราเริ่มต้นที่อินเดีย ด้วยอับดุลและโมฮัมเหม็ด จากนั้นไปที่ปราสาทวินด์เซอร์ แล้วก็ไปสกอตแลนด์ มีไปที่ฟลอเรนซ์นิดหน่อย จากนั้นและเกือบทั้งหมดของเรื่องราวที่เหลือของหนังเกิดขึ้นที่ออสบอร์นเฮาส์ ซึ่งเป็นที่ประทับริมทะเลของครอบครัวพระราชินี แต่ละสถานที่มีความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมและความรู้สึก

    “เป็นโชคดีของผม ที่สามารถถ่ายสี่องค์ของหนังในสถานที่จริงและพิเศษมากๆหลายที่ ผมชอบไอเดียที่ก้าวจากความน่าสะพรึงของวินด์เซอร์ และสุดท้ายไปที่สไตล์เกือบจะเหมือนเมดิเตอเรเนียนของออสบอร์น นี่คือการตามรอยความรู้สึกของพระราชินีวิกทอเรีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นในสถานที่ต่างๆ”

    ฉากที่ไฮแลนด์ของสกอตแลนด์มีบทบาทสำคัญ เพราะ “การเดินทางไปสกอตแลนด์ของพระองค์ ตอนแรกค่อนข้างยากลำบาก มีเรื่องสภาพอากาศที่เลวร้าย และทุกอย่างดูเหมือนจะมีแต่เรื่องห่อเหี่ยวใจ แต่นี่คือจุดเปลี่ยนของเรื่องราวใน Victoria & Abdul เมื่อมีแสงสว่างเกิดขึ้นในชีวิตของพระองค์

    “อาลีเล่นได้เยี่ยมมากในฉากเหล่านี้ เราเห็นหน้าของอับดุลว่าเขามีความสุขและตื่นตะลึงแค่ไหน ตอนที่เห็นทัศนียภาพของไฮแลนด์เป็นครั้งแรก เป็นโอกาสที่ยากจะได้เจอสำหรับการเดินทางแบบนั้น และเป็นความพิเศษอย่างยิ่งที่ได้ไปอยู่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระราชินี”

    ที่สกอตแลนด์นี่เอง ที่ความทรงจำในอดีตของพระราชินีวิกทอเรียกับจอห์น บราวน์ดังก้องขึ้นอีกครั้ง และทำให้สายสัมพันธ์ใหม่ของพระองค์กับอับดุลแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ฮอลล์อธิบายว่า “กลาสซอลต์ ชิล เป็นเรือนพักเล็กๆส่วนพระองค์ที่อยู่ไกล เพื่อจะได้อยู่ตามลำพัง บางครั้งก็อยู่กับจอห์น บราวน์ หลังจากเขาเสียชีวิต ทรงหลีกเลี่ยงที่จะเสด็จไปที่นั่น แต่จากในสมุดบันทึก เราพบว่าทรงพาอับดุลไปที่นั่น สถานที่นั่นมีความโรแมนติก ทั้งสองคนต่างก็ชื่นชมความงามของภูมิประเทศที่นั่น และใกล้ชิดกันมากขึ้น

    “นี่คือช่วงเวลาที่พระราชินีวิกทอเรียรู้ว่าเขามีหลายอย่างที่จะสอนพระองค์ รวมถึงเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอาน พระองค์อยู่ในช่วงสิ้นหวังในชีวิต และเขาทำให้ทรงมีความหวังขึ้นมาบ้าง จึงทรงประกาศให้เขาเป็นมูนชี หรือครูของพระองค์ อับดุลเดินทางขึ้นไปที่ไฮแลนด์ในฐานะข้าราชบริพาร และกลับลงมาในฐานะครูของพระราชินี เป็นเวลาไม่นานในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่มันอธิบายสิ่งที่ตามมา”
    อลัน แม็คโดนัลด์ ผู้ออกแบบงานสร้างที่ทำงานในหนังของเฟรียร์สบ่อยครั้ง เล่าว่า “เรือนเล็กหลังนี้ ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่สวยมากข้างทะเลสาบ เป็นที่ที่ให้ความสบายใจและแรงบันดาลใจแก่พระราชินี เราอยากถ่ายทอดภาพทั้งหมดนั้นออกมา ในขณะที่ก็สร้างสถานที่แห่งนั้นขึ้นใหม่อย่างเที่ยงตรง”

    เพื่อให้ได้แบบนั้น แม็คโดนัลด์และทีมงานของเขาต้องทำงานในอีกที่หนึ่งของสกอตแลนด์ คือเกล็น แอฟฟริก ซึ่งเขายืนยันว่า “เป็นที่ที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดแห่งหนึ่งในไฮแลนด์ และมีบ้านหลังเล็กในสถาปัตยกรรมแบบสกอตในยุคศตวรรษที่ 19 ที่สวยที่สุดอย่างแน่นอน ทีมงานและทีมนักแสดงเดินทางไปกลับสถานที่ถ่ายทำแห่งนี้ในรถที่ขับด้วยความเร็วได้ไม่เกิน 15 ไมล์ต่อชั่วโมง เนื่องจากมีลมแรง และถนนในแถบนั้นเป็นทางเล็กๆแบบเลนเดียว

    ทุกคนรู้สึกว่ามันคุ้มค่าสำหรับการเดินทาง แม็คโดนัลด์เล่าว่า “เราออกแบบใหม่นิดหน่อย จัดการฉากใหม่เพื่อให้ภาพของความรู้สึกใกล้ชิดและมีความเป็นบ้าน เพื่อให้แตกต่างกับความโอ่อ่าและหรูหราสง่างามของปราสาทวินด์เซอร์ หรือบัลมอรัล ทิวทัศน์สวยงามมากจนกระตุ้นความทรงจำของพระราชินีวิกทอเรียที่ทรงมีต่อบุคคลผู้เป็นที่รักของพระองค์ในอดีต และเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดฉากสะเทือนอารมณ์ที่สุดฉากหนึ่งที่จูดี้แสดง

    “ผมรู้สึกว่า ตอนที่คนดูกำลังดูหนังเรื่องนี้ พวกเขาไม่ควรจะรู้รายละเอียดมากเกินไป แต่มันต้องมีความน่าเชื่อถืออยู่ในนั้น เพื่อที่ในท้ายที่สุด พวกเขาจะไม่ตั้งคำถามว่าตัวเองกำลังดูอะไร พวกเขาจะเชื่อจริงๆ”

    ทีมงานได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำที่ออสบอร์นเฮาส์ ซึ่งเป็นที่ประทับตากอากาศของพระราชินีวิกทอเรียบนเกาะไวท์ ซึ่งพระองค์และเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีได้รับมาสองสามปีหลังจากอภิเษกสมรสในปี 1840 และอาจจะเป็นสถานที่เดียวที่พระราชินีรู้สึกว่าสามารถวางปัญหาต่างๆลงได้ชั่วคราว พระองค์ไปอยู่ที่นั่นปีละหลายเดือน สถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนทั้งหมดของออสบอร์น เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเป็นผู้ดูแลงานสร้าง

    บ้านและสนามหญ้าที่ออสบอร์น ซึ่งรวมถึงสวนที่สวยจนตะลึง, ธงและหอนาฬิกา, และน้ำตกที่เฉลียง ได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลก และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แต่ความงามภายในกำลังจะได้ชมกันในหนังใหญ่เป็นครั้งแรก ใน Victoria & Abdul ผู้จัดการฝ่ายจัดหาสถานที่ถ่ายทำ อดัม ริชาร์ดส บอกว่า “เราเป็นหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกที่ได้เข้าไปถ่ายทำที่บ้าน และเราโชคดีมากที่มูลนิธิอิงลิช เฮอริเทจ ที่ดูแลมรดกแห่งชาติ [และดูแลออสบอร์น] เปิดให้เราไปถ่ายทำที่นั่น มันคือสิ่งที่สตีเฟนต้องการ เนื่องจากออสบอร์นมีสไตล์ของตัวเองและเป็นสถานที่จริง”

    เฟรียร์สบอกว่า “แทนที่เราจะต้องสร้างอะไรขึ้นมา ทุกอย่างมันมีอยู่แล้ว และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราเพ่งความสนใจในฉาก และใช้ประโยชน์ของพื้นที่ที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ พวกเขากรุณาเรามาก และเปิดให้เราเข้าไปถ่ายทำทุกที่ที่สามารถเข้าไปได้”

    เดนช์มีความสุขมากที่จะได้ไปถ่ายทำที่ออสบอร์นเฮาส์หลายสัปดาห์ “มันรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกับนักแสดงที่น่ารักมากทีมนี้ บรรยากาศเหมือนในคณะละคร พวกเราทุกคนจะมานั่งรวมกันข้างนอกที่โต๊ะใหญ่”

    เดนช์พูดถึงออสบอร์นว่า “ครั้งที่แล้ว [ตอนถ่ายทำเรื่อง Mrs. Brown] ใกล้ที่สุดที่เราเข้าไปถึงได้ คือหาดส่วนตัว [ใกล้กับตัวบ้าน] การได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในห้องทำงานของพระราชินีวิกทอเรีย การสามารถมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นเหมือนอย่างที่พระองค์เห็น ต้นไม้ และบริเวณรอบๆ คุณไม่มีทางได้อะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านั้นอีกแล้ว ทุกคนที่ออสบอร์นน่ารักมาก”

    หลังจากถ่ายทำเสร็จ เดนช์ได้รับเชิญให้เป็นผู้อุปถัมภ์ของกลุ่ม “เฟรนด์ส ออฟ ออสบอร์น” ที่ช่วยจัดการและดูแลสถานที่แห่งนี้ และเธอตอบรับในทันที

    ห้องเดอร์บาร์ ที่มีสิ่งที่เป็นอินเดียอยู่มากมาย พระราชินิวิกทอเรียได้สถาปนิกจากรัฐปันจาบ ไบห์ ราม ซิงห์เป็นผู้ดูแล และเพดานที่ประณีตงดงาม ออกแบบโดยล็อควู้ด คิปลิง (บิดาของนักเขียนชื่อดัง รัดยาด คิปลิง) ทั้งสองคนร่วมกันทำห้องนี้ทั้งหมดนานสองปี เดอร์บาร์เต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์และของกำนัลจากอินเดีย ทำให้เกิดเป็น “การตกแต่งภายในที่มีความพิเศษ ที่ไม่สามารถทำขึ้นใหม่ได้” อดัม ริชาร์ดส บอก “ถ้ามีแค่ออสบอร์นที่เดียว ที่เราได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำ เราก็ยังอยากมาเหมือนเดิม แต่การที่เราได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในสถานที่อื่นด้วย มันวิเศษมาก”

    ที่ออสบอร์น พระราชินีวิกทอเรียสั่งให้ทำห้องครัวเพิ่ม เพื่อจะได้เตรียมเครื่องเทศสำหรับแกงกะหรี่มื้อกลางวันของพระองค์

    นอกจากออสบอร์นแล้ว ยังมีการถ่ายทำในสถานที่ที่เป็นมรดกของอังกฤษอีกหลายแห่ง รวมทั้งอู่เรือของราชนาวีอังกฤษ ชาธัม ด็อคยาร์ดในเคนท์ ตัวประกอบ 200 คนมาเข้าฉากร่วมกับนักแสดงตัวหลัก คืออาลี ฟาซาล, อาดีล อัคห์ทาร์ และโรบิน โซนส์ ในฉากที่แขกผู้มาเยือนจากอินเดีย ได้รับการบอกข้อมูลสั้นๆ เรื่องระเบียบการต่างๆในวัง ก่อนพวกเขาจะขึ้นจากเรือ

    โซนส์ ซึ่งร่วมงานกับเฟรียร์สในหนังที่มีธีมเกี่ยวกับราชวงศ์เป็นเรื่องที่สอง หลังจากThe Queen รับบทเป็นอาร์เธอร์ บิกก์ อีกหนึ่งสมาชิกในท้องพระโรงของพระราชินีที่มีชีวิตอยู่จริง โซนส์บอกว่า “สำหรับบิกก์ สิ่งสำคัญคือความจงรักภักดีต่อพระราชินีวิกทอเรียและบัลลังก์ของพระองค์ เขาเป็นทหาร เป็นคนตรงและกระฉับกระเฉง

    อีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นมรดกแห่งชาติของอังกฤษ คือวิทยาลัยราชนาวี Old Royal Naval College ในกรีนิชของกรุงลอนดอน ที่กลายมาเป็นสถานที่ถ่ายทำของฉากใหญ่มาก คือฉากงานเลี้ยงของสำนักพระราชวังที่ปราสาทวินด์เซอร์ ที่ทำให้พระราชินีวิกทอเรียและอับดุลได้พบกันเป็นครั้งแรก

    สถานที่ถ่ายทำแห่งอื่นในอังกฤษ ยังรวมถึงสตูดิโอทวิกเคนแฮม ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำสุดโปรดแห่งหนึ่งของผู้กำกับ, เน็บเวิร์ธ เฮาส์ ซึ่งถูกใช้เป็นฉากแทนของทั้งปราสาทวินด์เซอร์และพระราชวังบัลมอรัล และพิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งชาติที่เมืองยอร์ก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจูดี้ เดนช์ ไม่ว่ากองถ่ายจะไปปักหลักถ่ายทำที่ไหน จะมีแกงกะหรี่เป็นตัวเลือกให้เลือกรับประทาน ในรายการอาหารกลางวันของทีมงานและนักแสดงเสมอ

    มีการเพิ่มอาหารอิตาเลียนเข้ามาในรายการอาหารในระหว่างการถ่ายทำที่เวสต์ ไวคอมบ์ เฮาส์ สำหรับฉากเมืองฟลอเรนซ์ เมื่อไซมอน คาลโลว์เข้ามาร่วมทีมนักแสดง เพื่อรับบทเป็นจาโคโม ปุชชินี นักประพันธ์เพลงโอเปราผู้เป็นตำนาน ที่แสดงถวายต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระราชินีวิกทอเรียและคณะผู้ติดตามของพระองค์ ฉากนี้เฟรียร์สและผู้กำกับภาพ แดนนี โคเฮน ใช้กล้องสามตัวเพื่อเก็บภาพงานทั้งหมด

    คาลโลว์เล่าว่า “ผมตื่นเต้นมากที่ถูกชวนให้มารับบทเป็นปุชชินี เพราะผมรู้จักเกี่ยวกับเขาค่อนข้างมาก ผมกำกับโอเปราที่เขาประพันธ์หลายเรื่อง และเคยเดินทางไปบ้านเกิดของเขาที่ลุคคา, ทัสคานี ผมต้องโชว์การร้องเดี่ยวจาก Manon Lescaut ซึ่งเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องแรกของปุชชินี และได้เรียนรู้ว่าเพลงร้องเดี่ยวเพลงนี้เป็นความสุขมาก

    “มันเป็นการอนุโลมในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ในส่วนของลี ฮอลล์ ในการนำการระเบิดความรู้สึกแบบอิตาเลียนเข้ามาในเรื่องราว ขณะที่ความรู้สึกของพระราชินีวิกทอเรียเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องจริง พระราชินีและปุชชินีไม่เคยพบกัน และเขาก็ไม่เคยร้องเพลงต่อหน้าคนทั่วไป แต่มันเป็นการเติมแต่งที่สวยงามมาก”

    แต่ไม่มีจุดไหนในหนัง ที่ผู้สร้างคิดว่าเป็นการไม่ซื่อตรงกับอินเดีย คิดรอนบอกว่า “เราอยากให้เกียรติวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ถูกลดความสำคัญและปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงเวลากว่า 150 ปีที่ผ่านมา การถ่ายทำในเมืองอัครา สร้างความมั่นใจอีกครั้ง ว่าเรากำลังบอกเล่าเรื่องราวของอับดุล เขามาจากเมืองนั้น

    “หลายคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนในเรื่องราวของอับดุล นั่นมันชัดเจนมากตอนที่ชราบานีตีพิมพ์หนังสือของเธอ และเราต้องการเคารพสิ่งนั้นในหนังของเรา ถึงแม้หนังจะมีโทนที่ทำให้ดูมีความเป็นเทพนิยายมากกว่าเป็นความจริง แต่เราอยากหาวิธีถ่ายทอดออกมา ว่าเรายืนอยู่ข้างใคร โลกในวังของพระราชินีไม่ใช่โลกของความจริง โลกจริงๆคือโลกของอับดุล”

    ซีเวิร์ดเสริมว่า “ปราสาททัชมาฮาลทำให้เมืองอัคราเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่ง แต่ปราสาทแห่งนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสัญลักษณ์สำหรับอินเดียทั้งหมด เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกสร้างขึ้นจากความรัก และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก สำหรับเรา มันอยู่ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีวิกทอเรีย กับอับดุลเลยทีเดียว

    “เราโชคดี ที่ได้เข้าไปถ่ายทำใกล้ทัชมาฮาล”

    ในส่วนของงานออกแบบเสื้อผ้า เป็นหน้าที่ของคอนโซลาตา บอยล์ คนออกแบบเครื่องแต่งกายที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วสองครั้ง บอยล์เป็นทีมงานคนสำคัญของผู้กำกับสตีเฟน เฟรียร์สมากว่า 25 ปีแล้ว เขาพูดถึงเธอว่า “คอนโซลาตามีความใส่ใจในรายละเอียด และมีความมั่นใจมาก สำหรับ Victoria & Abdul เธอต้องทำงานในหลายระดับมาก และเธอก็ทำแบบนั้น”

    บอยล์บอกว่า “เมื่อคุณบอกเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับไปในอดีต คุณต้องทำให้ได้ตามความคาดหวังของคนดู นั่นคือคุณต้องค้นคว้าข้อมูล และทันทีที่คุณมีข้อมูล คุณก็บินได้เลย ภายใต้ขอบเขตนี้ คุณสามารถใช้จินตนาการของคุณได้เลย

    “ฉันเชื่อว่าเครื่องแต่งกายไม่ควรที่จะ ‘พูดมากเกินไป’ แต่มันควรจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวได้ การสร้างหนัง สิ่งสำคัญคือการต้องร่วมมือกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังเป็นรูปแบบศิลปะที่มีมนต์ขลังที่สุด และน่าทึ่งที่สุด”

    “เราให้เสื้อผ้าของพระราชินีวิกทอเรียเป็นโทนสีดำในตอนต้นเรื่อง แต่มีพัฒนาการในการแต่งกายของพระองค์ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีกับอับดุลลึกซึ้งขึ้น เขาเปิดมุมมองให้พระองค์ และเสื้อผ้าของพระราชินีก็เปลี่ยนไปตามนั้น ความรู้สึกของทั้งคู่สว่างขึ้น สีของเสื้อผ้าก็สว่างขึ้น

    “จุดที่พีคมาถึงตอนที่พวกเขาเดินทางไปฟลอเรนซ์ หลังจากนั้น มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในวัง และความสงสัยก็คืบคลานเข้ามา เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของพระองค์จึงกลับมาเป็นสีเข้มอีกครั้ง”

    ในขณะที่เสื้อผ้าของอับดุลอาจจะดูแปลกๆ บอยล์อธิบายว่า “เพราะเสื้อผ้าจะอิงตามสิ่งที่น่าจะเป็น ตามความรู้สึกของคนยุโรปต่อสไตล์เอเชีย หลังจากมาถึงอังกฤษ อับดุลกับโมฮัมเหม็ดก็ถูกนำตัวไปที่ร้านตัดเสื้อที่ตัดเครื่องแบบให้ข้าราชบริพารในวัง อะไรคือกรอบที่ใช้อ้างอิง? อิงตามสิ่งที่ช่างตัดเสื้อเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ มันคือลุคที่ผสมกัน มีความรู้สึกของความเป็นอินเดีย แต่ก็มีความเป็นยุโรปมาก มันออกมาดูแปลก เพราะเป็นการผสมผสานกัน”

    แต่ในที่สุด เสื้อผ้าของอับดุลก็หรูหราขึ้น และประณีตขึ้น เมื่อความมั่นใจของตัวละครขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ฟาซาลนึกถึงตอนที่ต้องนั่งนานหลายชั่วโมง พร้อมกับ “ครูสอนโพกศีรษะ” ที่บอยล์บอกว่า “มาสอนเราเรื่องการพันผ้าโพกศีรษะ”

    ฟาซาลบอกว่า “สำหรับผม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายต้องใช้การวิเคราะห์มาก มันคือแกนหลักสำหรับตัวละครของผม ถ้าพวกเขาทำเสื้อผ้าของผมได้ถูกต้อง ผมก็มั่นใจเลย อยู่เลย ผมชนะศึกไปครึ่งหนึ่งแล้ว บางอย่างที่ลีเขียนเข้ามาในบทภาพยนตร์ คือการที่คุณได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ผ่านพัฒนาการของเสื้อผ้า ถึงแม้ตัวละครแทบจะอยู่ผิดเวลา หรืออยู่ในดินแดนในจินตนาการก็ตาม”

    “ตอนที่อับดุลกลับมาอังกฤษหลังจากกลับไปเยี่ยมบ้านที่อินเดีย คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสถานะของเขา เมื่อเขามีความภาคภูมิใจมากขึ้นกับตำแหน่งของเขาในวังของพระราชินี ตอนนี้เขาประดับเหรียญ และมีดาบ และอ้วนขึ้นนิดหน่อย”

    ฟาซาลบอกว่า “ผมนับไม่ถูก ว่าเสื้อผ้าที่คอนโซลาตาใส่ให้ผมมีกี่ชั้น แต่เธอสนุกมาก และเธอก็เก่งมาก”

    ซีเวิร์ดบอกว่า “คอนโซลาตาจะใส่ใจกับตัวละครที่อยู่ข้างหลังเช่นเดียวกับที่เธอทำกับนักแสดงหลัก วิธีที่เธอบอกในเสื้อผ้าของเธอ ก็บอกในเรื่องราวของหนังด้วย ดังนั้นเธอจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ของ Victoria & Abdul

    “ที่จริง ตอนนี้คอนโซลาตา, อลัน แม็คโดนัลด์ และแดนนี โคเฮน เป็นเหมือนสามทหารเสือ หลังจากการทำงานให้กับสตีเฟนมาหลายเรื่อง พวกเขาทำงานเข้าขากัน และเหมือนพูดจาภาษาเดียวกัน ซึ่งมันทำให้หนังแข็งแรงขึ้น”

    ในขณะที่เฟรียร์ส ขอมองต่างมุมสำหรับวิธีการของเขาในการถ่ายทอดหนังออกมา “ผมเริ่มต้นแบบค่อนข้างทำอะไรไม่ถูกตรงหน้าบทหนัง แต่ผมพยายามใช้สัญชาตญาณ คุณแค่ให้เกียรติบทหนัง และมันจะค่อยๆเผยความลับของมันให้คุณรู้ สิ่งต่างๆจะปรากฏขึ้น และคุณจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มากขึ้น สิ่งที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ คือมันช่างเป็นเรื่องราวที่ตลกมาก และอ่อนโยนมาก แต่ก็ช่างมีร่องรอยของความโศกเศร้าซะนี่กระไร”

    เมลานี แอนน์ โอลิเวอร์ คนตัดต่อที่ได้รับรางวัลบาฟต้า บอกว่า “สิ่งที่ชัดเจนทันที คือความสำคัญของอารมณ์ขัน มีความกล้าหาญมากในบทหนังที่ลีเขียน และในการถ่ายทอดออกมาของสตีเฟน คุณต้องไว้ใจว่ามันจะได้ผล ว่ามันจะไปด้วยกันได้ดี

    “ความสุขที่สุด คือการได้หนังไปพร้อมกับคนดูกลุ่มแรกที่ได้ดูรอบพรีวิว และได้เห็นพวกเขาเข้าใจอารมณ์ขัน และเข้าใจสาระสำคัญที่หนังต้องการจะบอกจริงๆ”

    “แต่สิ่งที่เราไม่อาจคาดหวัง คือตอนนี้มันจะมีความหมายมากขึ้นแค่ไหน จากตอนที่เราเริ่มต้นโปรเจ็คต์ และโอบกอดความรู้สึกนั้นไว้ตั้งแต่เริ่มแรก

    “ต่างคนก็อาจมีมุมมองที่ต่างกันเรื่องอินเดียกับอังกฤษ และเรื่องพระราชินีวิกทอเรียกับรัชกาลของพระองค์ นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องเดียวจากเรื่องราวมากมาย แต่เราพยายามที่จะแสดงให้คนดูได้เห็นพระราชินีวิกทอเรีย ในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน”

    เดนช์ปิดท้ายว่า “เวลาคุณมองรูปปั้นที่ยิ่งใหญ่ของพระราชินีวิกทอเรีย พระองค์ดูแกร่งกล้า แต่ด้วยหนังเรื่องนี้ ตอนนี้เราได้เรียนรู้ด้านที่อ่อนแอของพระองค์”

    ทีมนักแสดง

    จูดี้ เดนช์ (พระราชินีวิกทอเรีย)
    นับจากการรับบทเป็นโอฟีเลีย ใน Hamlet ที่โรงละครโอลด์ วิก เมื่อ 60 ปีที่แล้ว จูดี้ เดนช์ได้รับคำชื่นชมทั่วโลก จากผลงานมากมายในอาชีพการแสดง ทั้งบทบาทในเรื่องราวย้อนยุค และเรื่องราวร่วมสมัย จนถึงตอนนี้ เธอได้รับรางวัลบาฟต้ามาแล้ว 10 รางวัล

    เดนช์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น OBE (Order of the British Empire) เมื่อปี 1970 สำหรับการทำงานให้กับละครเวทีของอังกฤษ และในปี 1988 ได้รับพระราชทานเครื่องราชย์ DBE (Dame of the British Empire) ซึ่งเป็นเครื่องราชย์ชั้นอัศวินสำหรับผู้หญิง (ผู้ที่ได้รับจะมีคำหน้าชื่อ ว่า Dame เทียบเท่าใกล้เคียงกับตำแหน่งท่านผู้หญิงของบ้านเรา) ปี 2005 เธอได้รับพระราชทานเครื่องราชย์ Companion of Honour

    เธอได้รับรางวัลออสการ์จากเรื่อง Shakespeare in Love ของจอห์น แมดเดน รวมทั้งรางวัลบาฟต้า และรางวัลสมาคมนักวิจารณ์แห่งชาติ ของอเมริกา (National Society of Film Critics) การร่วมงานกันก่อนหน้า ของเดนช์กับแมดเดน เรื่อง Mrs. Brown ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลบาฟต้า ในหนังเรื่องนี้เธอรับบทเป็นพระราชินีวิกทอเรียเป็นครั้งแรก
    เดนช์ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง จากหนังของลาสซี ฮอลล์สตรอม เรื่อง Chocolat และได้รับรางวัลสมาคมนักแสดงแห่งอเมริกา (SAG) เธอได้รางวัลบาฟต้าจากเรื่อง Iris และ ได้รับรางวัล บีฟา (British Independent Film Awards) จากเรื่อง Notes on a Scandal ได้เข้าชิงรางวัลอสการ์ จากเรื่อง Mrs. Henderson Presents และ Philomena ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังที่เธอร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียร์ส

    ผลงานเรื่องอื่นๆของเธอ เช่น Wetherby ของเดวิด แฮร์, A Room with a View ของเมอร์แชนต์ ไอเวอรี ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลบาฟต้า, 84 Charing Cross Road ของเดวิด โจนส์, A Handful of Dust ของชาร์ลส สเตอร์ริดจ์ ที่เธอได้รับรางวัลบาฟต้าเช่นกัน, Henry V, Hamlet และ Murder on the Orient Express ของเคนเนธ บรานาห์, Tea with Mussolini ของฟรังโก เซฟฟิเรลลี, The Shipping News ของลาสซี ฮอลล์สตรอม, Ladies in Lavender ของชาร์ลส์ แดนซ์, Pride & Prejudice ของโจ ไรท์, Jane Eyre ของแครี โจจิ ฟูกูนากะ, Nine ของร็อบ มาร์แชลล์, The Best Exotic Marigold Hotel ของจอห์น แมดเดน, รับบทเป็นเป็น “เอ็ม” เจ็ดตอนในหนังชุด James Bond 007 ในตอนที่มีเพียร์ซ บรอสแนน และแดเนียล เครก รับบทเป็นบอนด์ และ My Week with Marilyn ของไซมอน เคอร์ทิส

    ผลงานทางโทรทัศน์ของเธอ เช่น ซีรีส์ที่ออกอากาศยาวนาน เรื่อง As Time Goes By, หนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง The Last of the Blonde Bombshells ที่เธอได้รับรางวัลบาฟต้า และลูกโลกทองคำ และมินีซีรีส์เรื่อง Cranford ที่กำกับโดยสตีฟ ฮัดสัน และไซมอน เคอร์ทิส ที่เธอได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี, บาฟต้า และรางวัลลูกโลกทองคำ

    ส่วนผลงานด้านละครเวทีในช่วงไม่นานนี้ เดนช์นำแสดงในละครเวที เรื่อง The Winter’s Tale ของเคนเนธ บรานาห์, The Vote ของโจซี รูร์ค, A Midsummer Night’s Dream ของเซอร์ ปีเตอร์ ฮอลล์, Madame de Sade ของไมเคิล แกรนเดจ, ละครเพลงเรื่อง Merry Wives of Windsor: The Musical ของเกร็ก โดแรน, Hay Fever ของเซอร์ ปีเตอร์ ฮอลล์, All’s Well That Ends Well, The Breath of Life ของเดวิด แฮร์ แสดงร่วมกับแม็กกี สมิธ, The Royal Family ของปีเตอร์ ฮอลล์ และเรื่อง Amy’s View ของเดวิด แฮร์ (เดนช์ได้รับรางวัลโทนีจากการแสดงในเรื่องนี้ที่บรอดเวย์ และได้เข้าชิงรางวัลโอลิเวียร์จากการแสดงที่อังกฤษ)

    อาลี ฟาซาล (อับดุล คาริม)
    อาลี ฟาซาล สร้างชื่อเสียงของเขาในฐานะนักแสดงละครเวทีและดาราภาพยนตร์ในประเทศอินเดีย และกำลังจะเป็นที่รู้จักของคนดูทั่วโลกในฐานะดารานำ

    ฟาซาลเกิดและโตที่อินเดีย เรียนวิชาการแสดง และได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์ จากการแสดงละครเวที เรื่อง A Guy Thing ซึ่งนำเขาไปสู่การแสดงภาพยนตร์อินเดีย (บอลลีวู้ด) เรื่องแรก คือการรับบทนำในดังเรื่อง 3 Idiots ในบทจอย โลโบที่เป็นที่จดจำของคนดู 3 Idiots กลายเป็นหนังบอลลีวู้ดที่ทำเงินสูงสุดในอินเดียในเวลานั้น และทำเงินในการออกฉายทั่วโลก 65 ล้านดอลลาร์

    ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นของเขา รวมถึงการรับบทนำใน White Rabbit, Red Rabbit ของ Nassim Soleimanpour, Crab ของ Arghya Lahiri, ละครเพลงเรื่อง Fashion Broadway ของ Rohan Sippy, เรื่อง The Duck Variations และ The Real Inspector Hound ซึ่งเป็นบทละครคลาสสิกเรื่องหนึ่งของทอม สต็อปปาร์ด

    ฟาซาลนำแสดงในหนังบอลลีวู้ดมาแล้วมากมาย รวมถึงหนังฮิต เรื่อง Fukrey กำกับโดย Mrigdeep Singh Lamba, เรื่อง Baat Bann Gayi ของ Shuja Ali, Sonali Cable ของ Charudutt Acharya, Khamoshiyan ของ Karan Darra, Happy Bhag Jayegi ของ Mudassar Aziz และ Always Kabhi Kabhi ของ Roshan Abbas ปลายปี 2017 นี้เขาจะมีผลงานใหม่ในหนังภาคต่อของเรื่อง Fukrey คือ Fukrey Returns กำกับโดยผู้กำกับคนเดิม Mrigdeep Singh Lamba
    ในผลงานทางจอเล็ก ฟาซาลแสดงนำในซีรีส์ที่สร้างสำหรับฉายบนเว็บ เรื่อง Bang Baaja Baaraat และในมินิซีรีส์ของอเมริกา เรื่อง Bollywood Hero ทางช่องไอเอฟซี

    เขาเป็นที่รู้จักในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดครั้งแรก ด้วยบทสมทบในหนังทำเงินของเจมส์ วาน เรื่อง Furious 7 ร่วมแสดงกับวิน ดีเซล, พอล วอล์คเกอร์ และดเวน จอห์นสัน

    ปัจจุบันฟาซาลอาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดีย

    เอ็ดดี้ อิซซาร์ด (เบอร์ตี้, พรินซ์ ออฟ เวลส์)
    เอ็ดดี้ อิซซาร์ด เป็นนักแสดงที่สร้างชื่อเสียงจากผลงานภาพยนตร์, ผลงานทางโทรทัศน์ และละครเวที ผลงานละครเวทีของเขา เช่น Race (ละครบรอดเวย์) และ The Cryptogram ของเดวิด มาเม็ต, Edward II ของคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ ที่เขารับบทนำ, 900 Oneonta และเรื่อง A Day in the Death of Joe Egg ซึ่งเรื่องนี้เขารับบทนำคู่กับวิกทอเรีย แฮมิลตัน ทั้งในลอนดอนและบรอดเวย์ ละครได้เข้าชิงรางวัลโทนีและได้รับรางวัลดรามา เดสค์

    ผลงานภาพยนตร์ของเขา เช่น The Secret Agent ของคริสโตเฟอร์ แฮมปตัน, Mystery Men ของคิงกา อัชเชอร์, The Cat’s Meow ของปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช ที่เขารับบทเป็นนักแสดงตลกในตำนาน ชาร์ลี แชปลิน, Valkyrie ของไบรอัน ซิงเกอร์, Boychoir ของฟรองซัวส์ จิรารด์, Across the Universe ของจูลี เทย์มอร์, Castles in the Sky และ Whisky Galore! ของกิลลิส แม็คคินนอน, The LEGO Batman Movie ของคริส แม็คเคย์ และหนังของสตีเวน โซเดอร์เบิร์กสองเรื่อง คือ Ocean’s Twelve และ Ocean’s Thirteen

    ในผลงานทางทีวี เขารับบทนำ และทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างในซีรีส์ที่ได้รับคำชมของเอ็ฟเฟกซ์ เน็ตเวิร์ก เรื่อง The Riches ซึ่งเขาได้เข้าชิงรางวัลแซทเทิลไลต์ เขามีบทรับเชิญในซีรีส์ของโซนี เพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์ก เรื่อง Powers และในสามซีซันของซีรีส์ดังของเอ็นบีซี เรื่อง Hannibal ส่วนผลงานในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีของเขา เช่น Treasure Island ของสตีฟ บาร์รอน และ Lost Christmas ของจอห์น เฮย์

    หนังสารคดีของซาราห์ ทาวน์เซนด์ เรื่อง Believe: The Eddie Izzard Story นำเสนอเรื่องราวของชีวิตและการทำงานของอิซซาร์ด ได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี

    อาดีล อัคห์ทาร์ (โมฮัมเหม็ด)
    นักแสดงชาวอังกฤษ อาดีล อัคทาร์สร้างชื่อจากการแสดงในหนังของคริส มอร์ริส เรื่อง Four Lions ที่ได้เข้าชิงรางวัลบีฟา (British Independent Film Awards) สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลเอ็มไพร์สาขาภาพยนตร์ตลกยอดเยี่ยม รวมทั้งรางวัลจากสถาบันอื่นอีกหลายรางวัล

    อัคห์ทาร์ได้รับรางวัลบาฟต้า และเข้าชิงรางวัลโรยัล เทเลวิชัน โซไซตี้ จากการแสดงในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง Murdered by My Father กำกับโดยบรูซ กูดิสัน ในเรื่องนี้เขารับบทนำร่วมกับคิแรน โซเนีย ซาวาร์

    เขายังได้เข้าชิงรางวัลโรยัล เทเลวิชัน โซไซตี้และรางวัลบาฟต้า จากเรื่อง Utopia ซึ่งเป็นซีรีส์ที่เขานำแสดงทั้งสองซีซัน ร่วมกับฟิโอนา โอ’ชอห์เนสซี และพอล ฮิกกินส์ นักแสดงอีกคนจาก Victoria & Abdul ซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งผสมผสานเนื้อเรื่องแนววิทยาศาสตร์กับเรื่องลี้ลับได้อย่างลงตัวและโดดเด่น งานสร้างของเดนนิส เคลลี ได้รับรางวัลเอ็มมีสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม สำหรับผลงานซีรีส์ต่างประเทศ

    ผลงานโทรทัศน์เรื่องเด่นๆเรื่องอื่นของเขา เช่น มินิซีรีส์ เรื่อง Apple Tree Yard กำกับโดยเจสสิก้า ฮ็อบบ์ส ร่วมแสดงกับเอมิลี วัตสัน และเบน แชปลิน, ซีซันที่สองของซีรีส์แนวดราม่าอาชญากรรม เรื่อง Unforgotten, หนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง The Circuit เขียนบทโดยชารอน ฮอร์แกน และเดนนิส เคลลี กำกับโดยเบน เทย์เลอร์

    เขายังร่วมแสดงในมินิซีรีส์เรื่องดัง The Night Manager กำกับโดยซูซานน์ เบียร์ จากนิยายของจอห์น เลอ คาร์เร ที่ได้รับสามรางวัลรางวัลลูกโลกทองคำ, สองรางวัลเอ็มมี และสามรางวัลบาฟต้า ในจำนวนรางวัลอื่นๆที่เรื่องนี้ได้รับ อัคห์ทาร์จะเป็นนักแสดงประจำในซีรีส์แนวตลกเกี่ยวกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เรื่อง Ghosted ที่จะเริ่มออกอากาศในอเมริกาฤดูใบไม้ร่วงนี้ ทางเครือข่ายฟ็อกซ์

    ส่วนผลงานภาพยนตร์ อัคห์ทาร์มีผลงานในภาพยนตร์เรื่องเด่นๆมาแล้วมากมาย เช่น The Dictator ของแลร์รี ชาร์ลส์ ร่วมแสดงกับซาชา บารอน โคห์เอน, Pan ของโจ ไรท์ ร่วมกับฮิวจ์ แจ็คแมน, War Book ของทอม ฮาร์เปอร์ ร่วมแสดงกับเบน แชปลิน, เคอร์รี ฟ็อกซ์, โซฟี โอโคเนโดะ และแอนโทนี เชอร์, Convenience ของเคอรี คอลลินส์ และหนังแนวรอมคอมที่ได้รับคำชม เรื่องThe Big Sick กำกับโดยไมเคิล ชาวอลเทอร์

    ทิม พิกอตต์-สมิธ (เซอร์ เฮนรี พอนซอนบี)
    ทิม พิกอตต์-สมิธ (1946-2017) เป็นนักแสดงและผู้กำกับที่มีผลงานมากมายตลอดชีวิตการทำงานของเขา ทั้งละครเวที, ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น OBE (Officer of the Order of the British Empire) เมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ทิม พิกอตต์-สมิธเสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายน ในวัย 70 ปี

    เขาฝากการแสดงที่เป็นที่จดจำในงานแสดงหลายเรื่อง เช่น มินิซีรีส์เรื่อง The Jewel in the Crown ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟต้าดารานำชายยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลจากสมาคมผู้สื่อข่าวและทีวี ไทมส์ อะวอร์ด ในสาขาเดียวกัน

    ผลงานทางโทรทัศน์ที่โดดเด่นเรื่องอื่นๆของเขา รวมถึงบทนำในสามซีซันแรกของซีรีส์เรื่อง The Chief, เป็นดารารับเชิญใน Doctor Who, ร่วมแสดงในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง Wodehouse in Exile และเมื่อเร็วๆนี้ ร่วมแสดงในมินิซีรีส์เรื่อง Decline and Fall

    ปี 2016 เขาได้เข้าชิงรางวัลโทนีและดรามา เดสก์ จากการรับบทเป็นตัวละครตามชื่อเรื่อง ในละครบรอดเวย์ เรื่อง King Charles III กำกับโดยรูเพิร์ต กูลด์ เขาเคยรับบทนี้ตอนเปิดการแสดงที่อังกฤษเมื่อปี 2014 กำกับโดยกูลด์เช่นกัน และได้เข้าชิงรางวัลโอลิเวียร์ พิกอตต์-สมิธรับบทเป็นพระเจ้าชาร์ลส์อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีของสถานีโทรทัศน์บีบีซี ปี 2017 และกำกับโดยรูเพิร์ต กูลด์เช่นกัน

    พิกอตต์-สมิธเริ่มงานแสดงละครเวทีอาชีพครั้งแรก หลังเรียนจบสาขาการละครจากมหาวิทยาลัยบริสทอล เขาแสดงในละครบรอดเวย์เป็นครั้งแรก ในบทหมอวัตสัน ในละครเรื่อง Sherlock Holmes ของผู้กำกับแฟรงค์ ดันล็อป ที่จอห์น วู้ด รับบทเป็นโฮล์มส์, และตามมาด้วยงานแสดงในละครบรอดเวย์ เรื่อง The Iceman Cometh และ King Charles III

    เขาเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ให้กับโรงละครคอมพาสส์ เธียเตอร์ จากปี 1989 ถึง 1993 แสดงในละครเวทีหลายเรื่อง เช่น Amadeus และ Julius Caesar และยังกำกับละครเรื่อง Company ในเทศกาลที่เอดินเบอระ, เรื่อง Hamlet ที่รีเจนท์ส พาร์ค และ The Real Thing ที่ออกทัวร์แสดงทั่วประเทศ

    ผลงานการแสดงละครเวทีเรื่องอื่นๆของเขา ยังรวมถึงการแสดงกับเนชันแนล เธียเตอร์, โรยัล เชคสเปียร์ คอมปานี และชิเชสเตอร์ เฟสติวัล เธียเตอร์ ซึ่งเขาร่วมแสดงในละครที่ได้รับคำชมเรื่อง Enron และรับบทเดิมอีกครั้งตอนที่ละครเรื่องนี้เปิดแสดงที่ลอนดอน

    บทบาทในภาพยนตร์ของเขาที่เป็นที่จดจำของคนดู ยังรวมถึง The Remains of the Day ของเมอร์แชนต์ ไอเวอรี ที่ร่วมแสดงกับเอ็มมา ทอมป์สัน และงานที่โดดเด่นอีกหลายเรื่อง เช่น Victory ของจอห์น ฮุสตัน, Clash of the Titans ของเดสมอนด์ เดวิส, Gangs of New York ของมาร์ติน สกอร์เซซี, Johnny English ของปีเตอร์ ฮาวิตต์, Quantum of Solace ของมาร์ก ฟอร์สเตอร์, Alice in Wonderland ของทิม เบอร์ตัน และหนังที่ได้รับคำชมของพอล กรีนกราสส์ เรื่อง Bloody Sunday ที่เขาได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์แฟนทาสปอร์โต ที่เมืองปอร์โต ประเทศโปรตุเกส

    หนังสือบันทึกความทรงจำของเขา ชื่อ Do You Know Who I Am? มีกำหนดออกวางขายในปี 2017

    โอลิเวีย วิลเลียมส์ (เลดี้ เชอร์ชิลล์)
    โอลิเวีย วิลเลียมส์มีงานแสดงภาพยนตร์ที่โดดเด่นมากมายหลายบทบาท เช่น The Ghost Writer ของโรมัน โปลันสกี ที่เธอร่วมแสดงกับยวน แม็คเกรเกอร์ และเพียร์ซ บรอสแนน และได้รับรางวัลดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งชาติของอเมริกา (National Society of Film Critics) และสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอน (London Critics’ Circle Film), An Education ของโลเนอ เชร์ฟิก ร่วมแสดงกับแครี มัลลิแกน ซึ่งเธอได้เข้าชิงรางวัลของสมาคมนักวิจารณ์ลอนดอน รวมทั้งเข้าชิงรางวัลจากสมาคมนักแสดงแห่งอเมริกาในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม ร่วมกับทีมนักแสดงในหนังเรื่องนี้

    หลังจบจากมหาวิทยาลัย วิลเลียมส์เข้าเรียนที่โรงเรียนการละครของโรงละครโอลด์ วิก ในเมืองบริสทอลสองปี ก่อนจะเข้าร่วมในคณะละครโรยัล เชคสเปียร์นานสามปี ในปี 1997เธอได้รับเลือกจากผู้กำกับเควิน คอสต์เนอร์ ให้รับบทนำคู่กับเขา ในหนังแนวดรามาเรื่อง The Postman หลังจากนั้น เธอมีงานแสดงร่วมกับบิล เมอร์เรย์และเจสัน ชวาร์ตซแมน ในหนังของเวสต์ แอนเดอร์สัน เรื่อง Rushmore และรับบทเป็นภรรยาของบรูซ วิลลิส ในหนังที่ประสบความสำเร็จมากของเอ็ม. ไนท์ ชามาลัน เรื่อง The Sixth Sense

    วิลเลียมส์มีผลงานแสดงในหนังอินดี้ของอังกฤษหลายเรื่อง เช่น The Heart of Me ที่เธอได้รับรางวัลบีฟา (British Independent Film) สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม, เรื่อง Lucky Break ของปีเตอร์ แคททานีโอ ที่เธอได้เข้าชิงรางวัลเอ็มไพร์ และเรื่อง Sex & Drugs & Rock & Roll ร่วมแสดงกับแอนดี้ เซอร์คิส นอกจากนี้ยังมีงานในหนังของเดวิด โครเนเบิร์ก เรื่อง Maps to the Stars, The Man from Elysian Fields ของจอร์จ ฮิคเกนลูเปอร์, Peter Pan ของพี.เจ. โฮแกน, Sabotage ของเดวิด ไอเยอร์ รวมแสดงกับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์, Hyde Park on Hudson ของโรเจอร์ มิเชลล์ ที่เธอรับบทเป็นเอลีนอร์ โรสเวลต์ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา และเรื่อง Hanna and Anna Karenina ของโจ ไรท์

    ในส่วนของงานแสดงทางโทรทัศน์ วิลเลียมส์รับบทเป็นนักเขียนหญิงชื่อดังสองคนของอังกฤษ คือเจน ออสเตน และอกาธา คริสตี้ ในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง Miss Austen Regrets กำกับโดยเจเรมี โลเวอริง และเรื่อง Agatha Christie: A Life in Pictures กำกับโดยริชาร์ด เคอร์สัน สมิธ ผลงานในหนังที่สร้างสำหรับฉายทีวีเรื่องอื่นๆของเธอ เช่น Salting the Battlefield ของเดวิด แฮร์ นำแสดงร่วมกับบิล ไนก์ฮี และรับบทเป็นนายกเทศมนตรีของลอนดอน ใน City Hall กับโดยริชาร์ด ลอนเครน เธอเป็นดารารับเชิญในเรื่อง Friends และ Spaced ส่วนงานซีรีส์เรื่องอื่นๆของเธอ ยังรวมถึงซีรีส์ที่คนดูชื่นชอบของจอสส์ วีดอน เรื่อง Dollhouse, ซีรีส์ที่ได้รับคำชม เรื่อง Manhattan และที่กำลังจะออกฉาย คือ Counterpart ที่ร่วมแสดงกับนักแสดงรางวัลออสการ์ เจ.เค. ซิมมอนส์

    งานแสดงละครเวทีที่เวสต์เอนด์ของวิลเลียมส์ ยังรวมถึงการรับบทคู่กับแม็ทธิว ฟ็อกซ์ ในรอบปฐมทัศน์โลกของละครเรื่อง In a Forest, Dark and Deep เขียนบทและกำกับโดยนีล ลาบิวต์, นำแสดงร่วมกับทอม ฮลแลนเดอร์ ใน The Hotel in Amsterdam และนำแสดงในเรื่อง Scenes from a Marriage ของเทรเวอร์ นันน์ วิลเลียมส์กลับมาแสดงละครเวทีอีกครั้ง ให้กับโรงละครเนชันแนล เธียร์เตอร์ เรื่อง Mosquitoes ของรูฟัส นอร์ริส โดยร่วมแสดงกับโอลิเวีย โคลแมน ละครเรื่องนี้จะเปิดแสดงจนถึงเดือนกันยายน 2017

    เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณารางวัลแมน บุ๊คเกอร์ ไพร้ซ์ (หรือรู้จักกันในชื่อเดิมว่าบุ๊คเกอร์ ไพร้ซ์) ประจำปี 2016 ซึ่งต้องพิจารณานวนิยายมากกว่า 150 เล่ม และผลงานที่ได้รับรางวัล คือเรื่อง The Sellout ของพอล เบตตี ซึ่งเป็นนักเขียนชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

    เฟเนลลา วูลการ์ (มิส ฟิปป์ส)
    หลังเรียนจบจากโรงเรียนสอนศิลปะการแสดงโรยัล อคาเดมี ออฟ ดรามาติก อาร์ต (RADA) ในปี 1999, เฟเนลลา วูลการ์ มีงานแสดงในละครเวทีหลายแห่ง ทั้งแมนเชสเตอร์, ยอร์ก และเชฟฟิลด์ และยังเริ่มทำงานในบีบีซี ทั้งในส่วนของโทรทัศน์และวิทยุ

    ปี 2003 วูลการ์ได้รับเลือกในบทอกาธา ในหนังของสตีเวน ฟราย เรื่อง Bright Young Things ที่สร้างจากนวนิยายของเอเวอลีน วอห์ เรื่อง Vile Bodies บทนี้ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลบีฟา ( British Independent Film) สาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม รวมทั้งรางวัลเอ็มไพร์ และรางวัลของสมาคมนักวิจารณ์ลอนดอน (London Critics’ Circle Film)

    ผลงานภาพยนตร์หลังจากนั้นของวูลการ์ ก็รวมถึงหนังของไมค์ ลีห์ เรื่อง Vera Drake ร่วมแสดงกับอีเมลดา สตอนตัน และแซลลี ฮอว์คินส์s และ Mr. Turner, เรื่อง You Will Meet a Tall Dark Stranger และ Scoop ของวู้ดดี้ อัลเลน, Stage Beauty ของริชาร์ด ไอเยอร์, Wah-Wah ของริชาร์ด อี. แกรนต์, St. Trinian’s ของโอลิเวีย พาร์คเกอร์ และบาร์นาบี ทอมป์สัน, Cheerful Weather for the Wedding ของโดนัลด์ ไรซ์ ร่วมแสดงกับเฟลิซิตี้ โจนส์, Whisky Galore! ของกิลลิส แม็คคินนอน ที่เขาร่วมแสดงกับเอ็ดดี้ อิซซาร์ด เพื่อนร่วมแสดงใน Victoria & Abdul และ Swallows and Amazons ของฟิลิปปา ลอว์ธอร์ป ร่วมแสดงกับเคลลี แม็คโดนัลด์

    เธอรับบทเป็นอกาธา คริสตี้ ในซีรีส์เรื่อง Doctor Who ในปี 2008 และในจำนวนบทบาททางโทรทัศน์เรื่องอื่นๆ ก็รวมถึงการรับบทนำในซีรีส์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่อง Home Fires, ละครแนวดราม่าของสถานีทัศน์บีบีซี เรื่อง War & Peace กำกับโดยทอม ฮาร์เปอร์, ร่วมแสดงในมินิซีรีส์เรื่อง He Knew He Was Right กำกับโดยทอม วอห์น และรับบทนำในซีรีส์ที่กำลังจะออกฉาย เรื่อง Quacks

    ผลงานด้านละครเวทีของวูลการ์ เช่น The Veil ของคอเนอร์ แม็คเฟอร์สัน เปิดแสดงที่เนชันแนล เธียเตอร์ ปี 2013 เธอได้รับรางวัลคลาเรนซ์ เดอเวนต์ จากละครเรื่อง Hedda Gabler ปี 2014 ได้รับรางวัลซันเดย์ ไทมส์ คัลเจอร์ ในสาขาการแสดงละครเวทียอดเยี่ยมแห่งปี จากการรับบทเป็นมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ในเรื่อง Handbagged

    วูลการ์ได้รับคำชมอย่างมากจากผลงานละครวิทยุทางสถานีวิทยุบีบีซี 4 เรื่อง An American Rose ที่เธอรับบทเป็นโรสแมรี เคนเนดี้, เรื่อง The Jinx Element ที่รับบทเป็นเอดิธ วอร์ตัน นักเขียนหญิงชื่อดัง และรับบทเป็นวอร์ตันอีกครั้งใน Ethan Frome , Mrs. Dalloway ที่เธอรับบทตัวละครในชื่อเรื่อง และละครตลกเรื่อง Dot

    เธอยังให้เสียงบรรยายในหนังสือเสียง (audiobook) หลายเล่ม หนึ่งในหนังสือเสียงที่เธออ่านและได้รับคำชมอย่างมาก คือนวนิยายเรื่อง Life After Life ของเคท แอทกินสัน

    พอล ฮิกกินส์ (ดร.รีด)
    พอล ฮิกกินส์เกิดที่สกอตแลนด์ เป็นที่รู้จักของคนดูในอังกฤษ และคอหนังอังกฤษ ทั้งจากผลงานภาพยนตร์ และผลงานอื่นๆในหลายสื่อของเขา

    เขาร่วมแสดงในซีซันแรกและที่สี่ของซีรีส์แนวดราม่าของบีบีซีที่ได้รับรางวัล เรื่อง Line of Duty มีงานแสดงทางช่อง 4 เรื่อง Raised by Wolves, แสดงในทั้งสองซีซันของซีรีส์เรื่อง Utopia ร่วมกับอาดีล อัคห์ทาร์ จากเรื่อง Victoria & Abdul ซึ่งซีรีส์ที่ผสมผสานแนววิทยาศาสตร์กับเรื่องราวลี้ลับเรื่องนี้ ได้รับรางวัลเอ็มมีสาขาซีรีส์แนวดราม่ายอดเยี่ยม สำหรับผลงานซีรีส์ต่างประเทศ
    เขาร่วมแสดงในซีรีส์เสียดสีการเมืองของบีบีซี เรื่อง The Thick of It ของอาร์มันโด เอียนนุชชี และร่วมงานกับเอียนนุชชีอีกครั้ง ในหนังตลกที่ได้รับคำชมของเขา เรื่อง In the Loop

    ฮิกกินส์นำแสดงร่วมกับเพื่อนนักแสดงชาวสกอต เคท ดิคกี ในหนังดราม่าของแอนเดรีย อาร์โนลด์ เรื่อง Red Road ซึ่งได้รับรางวัลจูรี ไพร้ซ์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ปี 2006 และร่วมแสดงด้วยกันอีกครั้งในอีกสิบปีต่อมา ในหนังทริลเลอร์ของทอม กรีน เรื่อง Couple in a Hole ที่ได้เข้าชิงรางวัลบีฟา (British Independent Film) สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดารานำหญิงยอดเยี่ยม ล่าสุด ฮิกกินส์และดิคกีได้ร่วมงานกันอีกครั้งในหนังใหม่ เรื่อง The Party’s Just Beginning กำกับ, เขียนบท และร่วมแสดงโดยคาเรน กิลแลน

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของเขา เช่น Being Human ของบิลล์ ฟอร์ไซธ์, Bedrooms and Hallways, Complicity, Beautiful Creatures ของบิลล์ อีเกิลส์ ร่วมแสดงกับเรเชล ไวซ์ และซูซาน ลินช์ และหนังที่กำลังจะออกฉายเรื่อง Apostle เขียนบทและกำกกับโดยกาเร็ธ เอแวนส์ ร่วมแสดงกับไมเคิล ชีน และแดน สตีเวนส์

    ส่วนงานด้านละครเวที เมื่อเร็วๆนี้ ฮิกกินส์ร่วมแสดงในเรื่อง Temple ที่โรงละครดอนมาร์ แวร์เฮ้าส์ ก่อนหน้านั้น เขาเคยมีงานแสดงที่นี่สองเรื่อง คือ Luise Miller ที่ร่วมแสดงกับอเล็กซ์ คิงสตัน และเฟลิซิตี้ โจนส์ และ The Cosmonaut’s Last Message เขามีงานแสดงที่โรงละครแนชันนัล เธียเตอร์ เรื่อง The White Guard, Children of the Sun, Paul, An Enemy of the People และThe Hare Trilogy ที่โรงละครอัลเมดา เธียเตอร์ เขาแสดงเรื่อง Macbeth และ Conversations after a Burial และแสดงเรื่อง Measure for Measure กับคณะละครโรยัล เชคสเปียร์

    นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในละครเวทีอีกหลายเรื่องในหลายเวที เช่น A Midsummer Night’s Dream, The Golden Ass, Black, Hope, Nightsongs, American Bagpipes และ The Conquest of the South Pole

    โรบิน โซนส์ (มร. อาร์เธอร์ บิกก์)
    ก่อนหน้า Victoria & Abdul โรบิน โซนส์ เคยร่วมงานกับผู้กำกับสตีเฟน เฟรียร์ส์ ในหนังเรื่อง The Queen ที่ทำให้เฮเลน มิร์เรนได้รับรางวัลออสการ์ดารานำหญิงยอดเยี่ยม

    เขารับบทเป็นจอร์จ เลิฟเลสส์ ในหนังอินดี้ที่ได้รับคำชมของบิลล์ ดักลาส เรื่อง Comrades และมีผลงานอีกหลายเรื่อง เช่น Absolution ของแอนโทนี เพจ เขียนบทโดยแอนโทนี แชฟเฟอร์ ร่วมแสดงกับริชาร์ด เบอร์ตัน, Sabotage! ที่เขารับบทเป็นพระเจ้าจอร์จที่สาม, Blue Juice ร่วมแสดงกับฌอน เพิร์ทวี, แคเธอริน ซีตา-โจนส์ และยวน แม็คเกรเกอร์, AKA และ Method ของดันแคน รอย, Hidden City, Viceroy’s House และPierrepoint: The Last Hangman ของเอเดรียน เชอร์โกลด์ ร่วมแสดงกับมิโทธี สปาลล์ เขานำแสดงในหนังสั้น เรื่อง The G.O.D Club เขียนบทและกำกับโดยทิโมธี จี. เมอร์เรย์

    โซนส์มีผลงานทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่องที่เขาเป็นดารารับเชิญ ตั้งแต่ Doctor Who และ Lovejoy จนถึงเรื่องเมื่อเร็วๆนี้ อย่าง Victoria (ร่วมแสดงในหลายตอน) เขาแสดงในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีและมินิซีรีส์ เช่น The Last Place on Earth กำกับโดยเฟอร์ดินันด์ แฟร์แฟ็กซ์ และเรื่อง Not Only But Always ของเทอร์รี จอห์นสัน

    โซนส์ยังมีผลงานในละครเวทีเช่นเดียวกับนักแสดงอังกฤษหลายคน เขาแสดงมาแล้วในหลายโรงละคร เช่น คณะละครโรยัล เชคสเปียร์, เนชันแนล เธียร์เตอร์, เดอะ ยัง วิก และอาร์โคลา เธียเตอร์ ร่วมแสดงในละครเวทีหลายเรื่อง ตั้งแต่ Hamlet, Murder in the Cathedral, Volpone, Ghosts, The Rivals และVisitors จนถึง Echo’s End ผู้กำกับหลายคนที่ฮิกกินส์เคยร่วมงานด้วยหลายครั้งในงานละครเวที เช่น โดมินิก ดรอมกูล, แม็กซ์ สแตฟฟอร์ด-คลาร์ก, ทามารา ฮาร์วีย์, พิพ โบรห์ตัน, ร็อบ วอลค์เกอร์, เจสสิกา สเวล, เทรเวอร์ นันน์ และ ริชาร์ด แอร์

    จูเลียน วอแดห์ม (อลิค ยอร์ค)
    จูเลียน วอแดห์มได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักแสดง (SAG – Screen Actors Guild) ในผลงานกำกับของแอนโทนี มิงเกลลา และเป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่อง The English Patient

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องเด่นๆของวอแดห์ม เช่น Maurice ของเมอร์แชนต์ ไอเวอรี, The Madness of King George ของนิโคลัส ไฮต์เนอร์, War Horse ของสตีเวน สปีลเบิร์ก, The Iron Lady ของฟิลลิดา ลอยด์ ที่ร่วมแสดงกับนักแสดงรางวัลออสการ์ เมอรีล สตรีพ, Queen & Country ของจอห์น บัวร์แมน, Churchill ของโจนาธาน เทปลิตสกี้, The Happy Prince ของรูเพิร์ต เอเวอเร็ตต์ที่กำลังจะออกฉาย และ Colette ของวอช เวสต์มอร์แลนด์ ที่ร่วมแสดงกับคีรา ไนท์ลีย์ และโดมินิก เวสต์

    ผลงานหลายเรื่องในซีรีส์ทางทีวีของเขา เช่นเป็นนักแสดงประจำใน Outlander, เป็นนักแสดงรับเชิญใน Death in Paradise และ A Touch of Frost และร่วมแสดงใน Downton Abbey และ Rosemary & Thyme เขารับบทนำในมินิซีรีส์หลายเรื่อง รวมถึง Tokyo Trial, The Casual Vacancy, Lord Mountbatten: The Last Viceroy และ Middlemarch

    วอแดห์มยังมีงานแสดงที่โดดเด่นในละครเวที และร่วมแสดงในละครของเนชันแนล เธียเตอร์มาแล้วมากมาย เช่น This House, The Changeling, Mountain Language, The Madness of King George และงานที่สร้างจากบทละครของเชคสเปียร์ เช่น Much Ado About Nothing และ The Winter’s Tale ทั้งสองเรื่องเป็นงานของนิโคลัส ไฮต์เนอร์

    เขามีผลงานหลายเรื่องที่แสดงที่โรงละครโรยัล คอร์ต เธียเตอร์ เช่น That Face, Falkland Sound (ที่เขาได้เข้าชิงรางวัลของสมาคมนักวิจารณ์ลอนดอน – London Critics’ Circle Awards), Serious Money, Our Country’s Good และ The Recruiting Officer

    เขารับบทเป็นอันโตนิโอ ในละครเวทีเรื่อง The Tempest จากบทละครของเชคสเปียร์, และนำแสดงร่วมกับจูดี้ เดนช์ แห่ง Victoria & Abdul ใน A Midsummer Night’s Dream ของเซอร์ ปีเตอร์ ฮอลล์ และเร็วๆนี้เขาร่วมแสดงในละครที่เวสต์เอนด์ ของจูเลียน มิทเชลล์ เรื่อง Another Country

    ไซมอน คาลโลว์ (มร. ปุชชินี)
    ไซมอน คาลโลว์เป็นนักแสดง, นักเขียน และผู้กำกับ เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยควีน ในกรุงเบลฟาสต์, ไอร์แลนด์เหนือ หลังจากนั้นเข้าเรียนการแสดงที่ดรามา เซ็นเตอร์ในกรุงลอนดอน ปี 1979 เขาร่วมงานกับเนชันแนล เธียร์เตอร์ และรับบทเป็นโมสาร์ตในละครของปีเตอร์ แชฟเฟอร์ เรื่อง Amadeus

    คาลโลว์แสดงในละครแสดงเดี่ยวมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Tuesday’s at Tesco’s, The Mystery of Charles Dickens, Being Shakespeare, A Christmas Carol, Inside Wagner’s Head, Juvenalia และเร็วๆนี้คือเรื่อง The Man Jesus

    คนดูหนังจะเห็นผลงานภาพยนตร์ของเขามากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในจำนวนนั้นก็รวมถึงหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์สองเรื่อง คือ Amadeus ของมิลอช โฟร์แมน และ Shakespeare in Love ของจอห์น แมดเดน ที่เขาและทีมนักแสดงได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ จากสมาคมนักแสดง (SAG), The Phantom of the Opera ของโจล ชูมัคเกอร์, Hampstead ของโจล ฮ็อปกินส์, หนังหลายเรื่องของเมอร์แชนต์ ไอเวอรี รวมถึง A Room with a View ที่ร่วมแสดงกับจูดี้ เดนช์ และเขาได้เข้าชิงรางวัลบาฟต้า และหนังของไมค์ นีวล์ เรื่อง The Good Father และ Four Weddings and a Funeral ที่ประสบความสำเร็จมาก เขาได้เข้าชิงรางวัลบาฟต้าอีกครั้งจากเรื่องนี้

    ผลงานทางโทรทัศน์ของเขา เช่น การรับบทเป็นเฮนรี พาลเมอร์ ในมินิซีรีส์ เรื่อง The Rebel, รับบทเป็นดยุคแห่งแซนดริงแฮม ใน Outlander และบทรับเชิญที่เป็นที่จดจำในละครตลกเรื่อง Galavant และ The Life of Rock with Brian Pern

    คาลโลว์มีผลงานกำกับโอเปรา, ละครเวที และภาพยนตร์ ผลงานละครเวทีของเขาในฐานะผู้กำกับ เช่น Shirley Valentine แสดงที่เวสต์เอนด์, ลอนดอน และที่บรอดเวย์, Single Spies ที่แนชันนอล เธียเตอร์, Carmen Jones ที่โอลด์ วิก และ The Philanthropist ที่เวสต์เอนด์ ส่วนงานภาพยนตร์ คือเรื่อง The Ballad of the Sad Café นำแสดงโดยวาเนสซา เรดเกรฟ

    เขาเขียนหนังสือชีวประวัติของออสการ์ ไวลด์, ชาร์ลส์ ลอห์ตัน และ ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาเองสามเล่ม คือ Being An Actor, Love Is Where It Falls และ My Life in Pieces หนังสือชีวประวัติของออร์สัน เวลส์ ชุดที่สามที่เขาเขียน คือ One Man Band ออกวางจำหน่ายในปี 2015 และชีวประวัติของริชาร์ด แวกเนอร์ ชื่อ Being Wagner: The Triumph of the Will จากการเขียนของเขา ออกขายในปี 2017

    คาลโลว์หลงใหลดนตรีอย่างมาก และเขาได้ร่วมงานหลายครั้ง กับลอนดอน ซิมโฟนิก ออร์เคสตรา, LPO, และ LMP

    ไมเคิล แกมบอน (ลอร์ด ซาลิสเบอรี)
    เซอร์ ไมเคิล แกมบอน เริ่มต้นอาชีพการเป็นนักแสดงของเขาในละครเวทีที่กรุงดับลิน, ไอร์แลนด์ ปี 1963 เขากลายเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นแรกของคณะนักแสดงละครที่โอลด์ วิก ที่นำโดยลอเรนซ์ โอลิเวียร์ แกมบอนแสดงในละครเวทีหลายเรื่อง ก่อนจะออกไปอยู่กับกลุ่มเบอรฺมิงแฮม เรพ และแสดงเรื่อง Othello นอกจากนี้ ยังรับบทตัวละครในชื่อเรื่อง จากบทละครของเชคสเปียร์อีกหลายเรื่อง เช่น Macbeth, Coriolanus และ Othello (ครั้งนี้แสดงที่โรงละครสตีเวน โจเซฟ เธียเตอร์ ในสการ์โบโรห์)

    ละครเวทีที่เวสต์ เอนด์, ลอนดอน ของเขา เช่น Otherwise Engaged ของไซมอน เกรย์, เรื่อง The Norman Conquests, Just Between Ourselves และ Man of the Moment ของอลัน ไอค์บอร์น, Alice’s Boys (แสดงร่วมกับราล์ฟ ริชาร์ดสัน), Old Times ของแฮโรลด์ พินเทอร์, บทนำใน Uncle Vanya, The Unexpected Man, Cressida และ A Number (ที่เขาได้เช้าชิงรางวัลโอลิเวียร์) ที่โรงละครแนชันแนล เธียเตอร์ แกมบอนนำแสดงใน Betrayal และ Mountain Language ของแฮโรลด์ พินเทอร์, Close of Play ของไซมอน เกรย์, Tales from Hollywood ของคริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน และละครอีกสามเรื่องของอลัน ไอค์บอร์น คือ Sisterly Feelings, A Chorus of Disapproval (ที่เขาได้รับรางวัลโอลิเวียร์) และเรื่อง A Small Family Business, ละครเชคสเปียร์ เรื่อง Richard III, เรื่อง A View from the Bridge ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ (ที่เขาได้รับรางวัลทางการแสดงมากมายในปี 1987) และ Volpone ของเบน จอห์นสัน (เขาได้รับรางวัลอีฟนิ่ง สแตนดาร์ด เธียเตอร์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม)

    แกมบอนเริ่มการแสดงละครเวทีเรื่องแรก ใน Skylight ของเดวิด แฮร์ ที่เนชันแนล เธียเตอร์ในปี 1995 ก่อนที่ปี 1997 จะไปเปิดแสดงที่โรยัล เธียเตอร์ ในนิวยอร์ก (และเป็นการแสดงละครเวทีบรอดเวย์ครั้งแรกของเขา)

    ผลงานในวงการโทรทัศน์อังกฤษของเขา รวมถึงบทนำในมินิซีรีส์เรื่อง The Singing Detective กำกับโดยจอน เอมิล ที่เขาได้รับรางวัลบาฟต้า, รางวัลจากสมาคมบรอดแคสติ้ง เพรสส์ และรางวัลโรยัล เทเลวิชัน โซไซตี้, หนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง Page Eight, Cranford ของเดวิด แฮร์ ร่วมกับจูดี้ เเดนช์ และมินิซีรีส์ เรื่อง The Casual Vacancy ที่เขาได้เข้าชิงรางวัลคริติกส์’ ช้อยส์ และรางวัลแซทเทิลไลต์

    สำหรับผลงานทางโทรทัศน์ในอเมริกา แกมบอนนำแสดงในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี ของเอชบีโอ เรื่อง Path to War ของจอห์น แฟรงเกนไฮเมอร์ (รับบทเป็นประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน) และได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็มมี และในมินิซีรีส์ของเอชบีโอ เรื่อง Angels in America ของไมค์ นิโคลส์ (สร้างจากบทละครรางวัลพูลิตเซอร์ ของโทนี คุชเนอร์)

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของเขา เช่น Paris by Night ของเดวิด แฮร์, The Cook, the Thief, His Wife and Her Lover ของปีเตอร์ กรีนอะเวย์, The Browning Version ของไมค์ ฟิกกิส, Two Deaths ของนิโคลัส โร้ก, The Wings of the Dove ของเอียน ซอฟต์ลีย์, Dancing at Lughnasa ของแพท โอ’คอนเนอร์, The Insider ของไมเคิล แมนน์, Endgame ของคอนเนอร์ แม็กเฟอร์สัน, Open Range ของเควิน คอสต์เนอร์, The Good Shepherd ของโรเบิร์ต เดอ นีโร, The Life Aquatic with Steve Zissou และ Fantastic Mr. Fox ของเวส แอนเดอร์สัน, The King’s Speech หนังรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ของทอม ฮูเปอร์ และ Gosford Park ของโรเบิร์ต อัลท์แมน ที่แกมบอนและทีมนักแสดงได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ จากสมาคมนักแสดง (SAG – Screen Actors Guild)

    เขารับบทเป็นศาตราจารย์ อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ในหกตอนของหนังที่เป็นที่รักของคนดู เรื่อง Harry Potter ซึ่งแต่เดิม คนที่จะรับบทนี้คือริชาร์ด แฮร์ริส เพื่อนนักแสดงผู้ล่วงลับของเขา ปี 2012 แกมบอนได้รับรางวัลเกียรติคุณ ริชาร์ด แฮร์ริส อะวอร์ด สำหรับนักแสดงที่อุทิศตัวให้กับภาพยนตร์อังกฤษ จากงานแจกรางวัลบีฟา (British Independent Film Awards)

    เกี่ยวกับทีมผู้สร้าง
    สตีเฟน เฟรียร์ส (ผู้กำกับ)
    สตีเฟน เฟรียร์ส เป็นผู้กำกับที่มีความสามารถทำงานได้หลากหลายที่สุดคนหนึ่ง เขาอ้าแขนต้อนรับสไตล์, ธีม, และแนวหนังที่หลากหลายแนว ผลงานของเขาได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ และได้เข้าชิงรางวัลมาแล้วมากมาย ทั้งออสการ์, ลูกโลกทองคำ และรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ของอเมริกา (DGA) เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมสองครั้ง จากเรื่อง The Grifters และ The Queen ซึ่งเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกห้ารางวัล รวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเฮเลน มิร์เรนได้รับรางวัลออสการ์ดารานำหญิงยอดเยี่ยม ส่วน The Grifters ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกสามรางวัล รวมทั้งสาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม ของแอนเจลิกา ฮุสตัน

    เฟรียร์สสร้างชื่อจากผลงานทางโทรทัศน์ของอังกฤษ และทำงานในวงการบันเทิงจอเล็กในช่วง 15 ปีแรกในอาชีพของเขา กลางยุคทศวรรษที่ 80 เขาหันมาทำงานภาพยนตร์ มีผลงานเรื่อง The Hit นำแสดงโดยเทอเรนซ์ สแตมป์, จอห์น เฮิร์ต และทิม รอธ หนังเรื่องต่อมาของเขา คือ My Beautiful Laundrette นำแสดงโดยแดเนียล เดย์-ลูว์อิส ทำให้เขาได้รับความสนใจจากคอหนังทั่วโลก และเป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพการทำงานของเขา หลังจากนั้นไม่นาน เขากำกับหนังที่เขียนบทโดยฮานิฟ คูรีชี ผู้เขียนบท My Beautiful Laundrette อีกครั้ง คือ Sammy and Rosie Get Laid และหนังชีวประวัติของโจ ออร์ตัน เรื่อง Prick Up Your Ears นำแสดงโดยแกรี โอลด์แมน

    จากนั้นเขาเริ่มทำงานกับสตูดิโอระดับเมเจอร์และบริษัทผู้สร้างในอเมริกา เฟรียร์สกำกับเรื่อง Dangerous Liaisons นำแสดงโดยเกล็นน์ โคลส, จอห์น มัลโควิช และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ หนังได้รับรางวัลออสการ์สามรางวัลจากทั้งหมดเจ็ดรางวัลที่เข้าชิง รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เฟรียร์สได้เข้าชิงรางวัลบาฟต้า และได้รับรางวัลซีซาร์ (เปรียบเหมือนรางวัลออสการ์ของฝรั่งเศส)

    เขากลับมาทำงานใกล้บ้าน ในงานกำกับเรื่อง The Snapper และ The Van ซึ่งเป็นผลงานสร้างของบริษัทผลิตภาพยนตร์ในไอร์แลด์ ที่อเมริกา เขากำกับ The Hi-Lo Country นำแสดงโดยบิลลี ครูดัป, วู้ดดี้ ฮาเรลสัน และแพทริเชีย อาร์เก็ตต์ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และเรื่อง High Fidelity ที่สร้างจากหนังสือของนิค ฮอร์นบี และเป็นการกลับมาร่วมงานกับจอห์น คูแส็คอีกครั้ง หลังจากThe Grifters

    ผลงานเรื่อง Dirty Pretty Things ที่นำแสดงโดยชิแทล เอจิโอฟอร์ และออเดรย์ โตตู ทำให้เขาได้รับรางวัลบีฟา (British Independent Film Awards) ผู้กำกับยอดเยี่ยม และหนังได้รับอีกสามรางวัลบีฟา รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เขาได้เข้าชิงรางวัลบีฟาอีกครั้ง จากเรื่อง Mrs. Henderson Presents ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สองรางวัล รวมทั้งสาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมของจูดี้ เดนช์ ในบทเดียวกับชื่อเรื่อง

    ผลงานหนังของเขาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เช่น Chéri นำแสดงโดยมิเชลล์ ไฟเฟอร์, Tamara Drewe นำแสดงโดยเจมมา อาร์เทอร์ตัน, หนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีของเอชบีโอ เรื่อง Muhammad Ali’s Greatest Fight นำแสดงโดยคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, The Program นำแสดงโดยเบน ฟอสเตอร์ในบทแลนซ์ อาร์มสตรอง และเรื่อง Philomena ที่กลับมาร่วมงานกับจูดี้ เดนช์อีกครั้ง เรื่องนี้ได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (สตีฟ คูแกน และเจฟฟ์ โพพ) และได้เข้าชิงอีกสามรางวัล รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หนังยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สี่รางวัล และสามรางวัลลูกโลกทองคำ รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดารานำหญิงยอดเยี่ยม

    ผลงานกำกับเรื่องก่อนหน้านี้ของเขา คือ Florence Foster Jenkins นำแสดงโดยเมอรีล สตรีพและฮิวจ์ แกรนต์ หนังได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาแต่งหน้า/ทำผมยอดเยี่ยม (เจ. รอย เฮลเลนด์ และแดเนียล ฟิลลิปส์) และได้เข้าชิงอีกสามรางวัล รวมทั้งเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสี่รางวัล หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเข้าชิงรางวัลออสการ์สองรางวัล รวมทั้งสาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม

    ผลงานทางโทรทัศน์ของเฟรียร์สในฐานะผู้กำกับทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟต้าสองรางวัล หนึ่งในนั้นได้จากเรื่อง The Deal ที่นำแสดงโดยไมเคิล ชีน ในบทโทนี แบลร์ และได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมีสองรางวัล รวมทั้งจากเรื่อง Muhammad Ali’s Greatest Fight

    เฟรียร์สได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จในชีวิตหลายรางวัลจากหลายเทศกาลภาพยนตร์ เช่น เทศกาลภาพยนตร์ที่สต็อคโฮล์ม, ซูริค, ซาราเยโว, ปาล์ม สปริง และมอสโกว์ และยังได้รับรางวัลนี้จากจากเทศกาลภาพยนตร์ยูโรเปียน ฟิล์ม เฟสตัวัลในปี 2011 ปี 2007 เขาเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติครั้งที่ 60 ที่เมืองคานส์ และได้รับการโหวตให้ได้รับรางวัลสเปเชียล อะวอร์ด จากงานแจกรางวัลอีฟนิง สแตนดาร์ด บริทิช ฟิล์ม ในฐานะผู้ที่ทำให้ภาพยนตร์อังกฤษเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *