White House Down | วินาทียึดโลก

White House Down | วินาทียึดโลก

  • Genres:Action/Adventure, Drama
    Running Time:2 hours 17 minutes
    Release Date:June 28, 2013
    MPAA Rating:PG-13 (for prolonged sequences of action and violence including intense gunfire and explosions, some language and a brief sexual image.)
    Distributors:Sony Pictures Releasing
    Starring:Channing Tatum, Jamie Foxx, Maggie Gyllenhaal, Jason Clarke
    Directed by:

    ข้อมูลงานสร้าง
    ใน White House Down ภาพยนตร์โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์ส เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนกลาง จอห์น เคล (แชนนิง ทาทัม) เพิ่งถูกตอบปฏิเสธจากงานในฝันกับหน่วยสืบราชการลับ ที่จะได้คุ้มครองประธานาธิบดี เจมส์ ซอว์เยอร์ (เจมี ฟ็อกซ์) ด้วยความที่ไม่อยากจะทำให้ลูกสาวตัวน้อยของเขาผิดหวังกับข่าวนี้ เขาก็เลยพาเธอทัวร์ทำเนียบขาว แต่ตอนนั้นเองที่ทำเนียบขาวโดนยึดโดยกองกำลังกึ่งทหารติดอาวุธ บัดนี้ เมื่อรัฐบาลกำลังพบกับความโกลาหลและเวลาที่เหลือน้อยเต็มทน เป็นหน้าที่ของโคลที่จะต้องช่วยลูกสาวตัวเอง ท่านประธานาธิบดีและประเทศของเขาให้ได้

    โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ภูมิใจเสอ ผลงานสร้างโดยมิทโธโลจี เอนเตอร์เทนเมนต์ และเซ็นโทรโปลิส เอนเตอร์เทนเมนต์ White House Down ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยแชนนิง ทาทัม, เจมี ฟ็อกซ์, แม็กกี้ จิลเลนฮัล, เจสัน คลาร์ค, ริชาร์ด เจนกินส์และเจมส์ วู้ดส์ กำกับโดยโรแลนด์ เอ็มเมอริค เขียนบทโดยเจมส์ แวนเดอร์บิลท์ อำนวยการสร้างโดยแบรดลีย์ เจ. ฟิชเชอร์, ฮารัลด์ โคลเซอร์, เจมส์ แวนเดอร์บิลท์,แลร์รี ฟรังโก้และเลตา คาโลกริดิส ผู้ควบคุมงานสร้างคืออูเต้ เอ็มเมอริค, แชนนิง ทาทัมและรี้ด แครอลิน ผู้กำกับภาพคือแอนนา เจ. โฟเออร์สเตอร์, เอเอสซี ผู้ออกแบบงานสร้างคือเคิร์ค เอ็ม. เพทรูเชลลี มือลำดับภาพคืออดัม วูลฟ์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือลิซี คริสตัล ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์และผู้ร่วมอำนวยการสร้างได้แก่โวลเกอร์ เอนเกลและมาร์ค ไวเกิร์ท ดนตรีโดยโธมัส แวนเดอร์และฮารัลด์ โคลเซอร์

    เกี่ยวกับภาพยนตร์
    White House Down โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์สเป็นภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องใหม่จากผู้กำกับโรแลนด์ เอ็มเมอริค ผู้ซึ่งผลงานของเขา ซึ่งรวมถึง Independence Day, The Day After Tomorrow, 2012 และ Anonymous ได้กวาดรายได้ไปทั่วโลกกว่า 3 พันล้านเหรียญ ผลงานล่าสุดของเขาคือภาพยนตร์แอ็กชันสเกลยักษ์ใหญ่ ที่นำเสนอสถานที่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เอ็มเมอริคคุ้นเคยเป็นอย่างดี “จริงๆ แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่รั้งผมไว้ครับ ผมสงสัยว่า ‘ผมจะกลับมาทำเนียบขาวอีกครั้งได้จริงๆ หรือ’ น่ะครับ” ชายผู้จัดการให้เอเลียนระเบิดทำเนียบขาวใน Independence Day และจัดให้เครื่องบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ทะลวงมันในปี 2012 กล่าวกลั้วหัวเราะ “แต่ผมอยากบอกเล่าเรื่องราวนี้เพราะมันมีตัวละครที่แข็งแกร่ง มีการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดาและแตกต่างมากๆ ที่ผสมผสานความเป็นแอ็กชันเข้ากับทริลเลอร์การเมือง ที่มีความสำคัญระดับโลกครับ”

    “เห็นได้ชัดว่าโรแลนด์ชอบเล่นกับสัญลักษณ์และไอคอนครับ” ผู้อำนวยการสร้างแบรดลีย์ เจ. ฟิชเชอร์กล่าว “ถ้าคุณดูเนื้อหาของหนังและการเล่าเรื่อง คุณจะเห็นได้ว่าหนังของเขามีเหตุการณ์ใหญ่โตที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่มันยังเกี่ยวกับการทลายหอคอยงาช้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วย แน่นอนครับว่าเขาเคยทำลายทำเนียบขาวมาก่อน แต่มันไม่เคยเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ทั้งในแง่ของพล็อตและในการเล่าเรื่อง อย่างเรื่องนี้มาก่อนเลย”

    “นี่เป็นเรื่องราวระดับโลกจริงๆ” ผู้อำนวยการสร้างฮารัลด์ โคลเซอร์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับเอ็มเมอริคในฐานะมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างใน 10,000 BC และ 2012 และได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เหล่านั้นรวมถึง Anonymous และ The Day After Tomorrow กล่าว “ถ้าใครสามารถยึดครองทำเนียบขาวได้ พวกเขาก็จะสามารถเข้าถึงคลังอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ แน่นอนว่าการยึดทำเนียบขาวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก ที่มีผลคาดไม่ถึงตามมาครับ”

    ตัวละครเอกของ White House Down คือจอห์น เคล อดีตทหาร พ่อม่ายผู้พยายามนำชีวิตตัวเองกลับมาอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาว ตัวละครนี้รับบทโดยแชนนิง ทาทัม “เคลพยายามจะปะติดปะต่อชีวิตของเขาให้เข้ารูปเข้ารอยมาหลายปีแล้ว แต่เขาไม่มีเครื่องมือที่จะทำแบบนั้นครับ” ทาทัมกล่าว “แต่เขามีหัวใจที่ดีงาม เขาอยากจะเป็นฮีโรของลูกสาวมาตลอด และตอนนี้พอเขารู้ว่าเขาไม่สามารถเป็นคนๆ นั้นได้เนื่องด้วยความผิดพลาดของตัวเอง เขาก็คิดว่า ‘เธอเทิดทูนประธานาธิบดี ถ้าผมเป็นฮีโรของเธอไม่ได้ บางที ผมน่าจะช่วยคุ้มครองฮีโรของเธอได้’ น่ะครับ”

    “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง เขาอาจจะเป็นคู่หูที่ดีมากกว่าเป็นพ่อก็ได้” ทาทัมบอก “เขาไม่ใช่แบบอย่างที่ดีหรือเป็นคนที่คุณจะไปขอคำปรึกษา แต่ถ้ามีเรื่องร้ายเกิดขึ้นล่ะก็ เขาจะเป็นคนที่คุณต้องการ เพราะเขาผ่านเรื่องแบบนี้มาเยอะครับ”

    “นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของฮีโรในหนังเรื่องนี้ครับ” โคลเซอร์กล่าว “เขาจะต้องประสบความสำเร็จอะไรบางอย่างทั้งภายนอก ซึ่งก็คือการช่วยโลก และบางอย่างภายใน และเรื่องราวภายในก็คือเรื่องราวที่ซาบซึ้งใจกับลูกสาวเขาครับ”

    สำหรับนักแสดงที่จะมาประกบทาทัม ทีมผู้สร้างเลือกเจมี ฟ็อกซ์มารับบทประธานาธิบดีซอว์เยอร์ ฟิชเชอร์กล่าวว่าการเลือกเจมี ฟ็อกซ์เป็นส่วนหนึ่งของกุญแจสำคัญในการกำหนดโทนของภาพยนตร์เรื่องนี้ “เราหวังว่าจะได้นักแสดงที่เหมาะกับบทประธานาธิบดี คนที่จะสวมบทนี้ได้ในลักษณะที่ผ่อนคลายนิดๆ น่ะครับ” ฟิชเชอร์กล่าว “เราหวังว่าจะได้นักแสดงที่มีบารมีของประธานาธิบดี แต่ก็มีความตลกในตัว ไม่ได้เป็นพวกปล่อยมุข แต่สามารถสร้างช่วงเวลาขบขัน ที่จะช่วยแบ่งเบาความตึงเครียดได้ ในแง่หนึ่ง เคลกับซอว์เยอร์เป็น ‘คู่หู’ ที่คลาสสิก นั่นเป็นสาเหตุที่เจมีเพอร์เฟ็กต์ครับ เขาได้รับรางวัลออสการ์มาแล้วจากการที่เขาสามารถสวมบทตัวละครที่แตกต่างกันได้ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีปฏิกิริยาเคมีที่ยอดเยี่ยมกับแชนนิงด้วย พวกเขารับส่งกันในแบบที่น่าพึงพอใจอย่างเหลือเชื่อ เมื่อได้แชนนิงและเจมีมาแสดงด้วยกัน หนังเรื่องนี้ก็สนุกมากครับ”

    ฟ็อกซ์กล่าวว่า ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของอเมริกาเป็น “คนที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องอเมริกา แต่เขาก็เป็นคนที่เข้าใจด้วยว่า ในการปกป้องอเมริกาในปัจจุบันนี้ คุณจะต้องเข้าใจศัตรูของคุณเสียก่อน ถ้าคุณไม่เข้าใจพวกเขา หรือวิธีที่จะเริ่มต้นบทสนทนา คุณก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ”

    เอ็มเมอริคกล่าวว่า แวนเดอร์บิลท์ได้เขียนตัวละครประธานาธิบดีซอว์เยอร์ขึ้นมาในลักษณะตรงข้ามกับเคลอย่างน่าสนใจ “ตอนที่ประธานาธิบดีซอว์เยอร์ได้รับเลือก เขาอยากจะทำอะไรหลายอย่าง และเมื่อเขาได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เขาต้องใช้เวลามหาศาลไปกับเรื่องการเมืองที่มาพร้อมตำแหน่งของเขา” เอ็มเมอริคกล่าว “ในขณะที่เป้าหมายของเคลคือพยายามทำให้ตัวเองและลูกสาวของเขาประทับใจ ประธานาธิบดีหมายตาไปที่ความยิ่งใหญ่ เขาอยากจะทำอะไรซักอย่างที่เป็นงานของประธานาธิบดี ที่ยิ่งใหญ่แบบลินคอล์น เขาอยากจะเป็นที่จดจำในฐานะประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ นั่นแหละคือส่วนหนึ่งของความสนุกสนานของหนังเรื่องนี้ คุณมีอดีตทหารที่สู้อย่างชาญฉลาดกับผู้บังคับบัญชาขณะที่พวกเขาต้องร่วมมือกันตลอดหนังทั้งเรื่อง”

    ฟิชเชอร์มาทำงานในโปรเจ็กต์นี้ ร่วมกับเจมส์ แวนเดอร์บิลท์และเลตา คาโลดริดิส หุ้นส่วนจากมิทโธโลจี เอนเตอร์เทนเมนต์ของเขา ในตอนที่แวนเดอร์บิลท์บอกให้ฟิชเชอร์รู้ว่า เขาแอบเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างลับๆ “เจมส์บอกว่า ‘ผมเขียนงานอะไรบางอย่างขึ้นมา ผมคิดว่ามันยังไม่เสร็จดีหรอก แต่ผมอยากให้คุณลองดูซักหน่อย’ ผมก็เลยลองดูแล้วบอกเขาว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ๆ เพราะมันเยี่ยมมาก บทหนังเรื่องนี้เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมอง แล้วก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้รับข้อเสนอมากมายจากสตูดิโอต่างๆ เราตัดสินใจเลือกโซนี และภายใน 48 ชั่วโมง เราก็ได้นั่งอยู่กับโรแลนด์ เอ็มเมอริค หนังเรื่องนี้ได้รับไฟเขียวและเราก็เดินหน้าลุยกันเลยครับ”

    “ตอนที่ผมเริ่มต้นโปรเจ็กต์นี้ ผมตื่นเต้นกับความพยายามนำเอาหนังแอ็กชันแบบที่ผมโตมากับมันกลับมา แอ็กชันที่คนธรรมดาในสถานการณ์ไม่ธรรมดาจะต้องรับมือกับความท้าทายนั้นน่ะครับ” แวนเดอร์บิลท์กล่าว “สำหรับผม ส่วนหนึ่งของความตื่นเต้นมาจากปริศนาของทำเนียบขาว มันน่าขันนะครับ เพราะนี่เป็นอาคารที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก แต่มันก็ยังคงเป็นสถานที่ปริศนาสำหรับคนจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มันก็เลยเป็นสถานที่ที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับหนังแอ็กชันทริลเลอร์ เพราะอาคารนี้มักจะดึงความน่าประหลาดใจให้ออกมาเสมอครับ”

    รื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันท่ามกลางโศกนาฏกรรม ดังนั้น สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการได้เห็นเขาสร้างหนังเรื่องนี้คือเขามักถามเสมอว่า ‘เคลต้องการอะไร’ และสำหรับเคลแล้ว ทุกอย่างทำไปเพื่อให้เขาได้กลับไปอยู่กับลูกสาวเขาอีกครั้งครับ”

    “ในตอนที่คุณร่วมทำงานหนังกับโรแลนด์ 5% ของบทสนทนาจะเกี่ยวกับภาพใหญ่โตและ 95% จะเกี่ยวกับสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวละคร ว่าพวกเขาเป็นใคร รายละเอียดเกี่ยวกับว่าพวกเขามาจากไหน พวกเขาอยากไปไหน พวกเขาอยากเป็นใครครับ” โคลเซอร์กล่าว เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า พอการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น ทักษะการสร้างภาพยนตร์ของเอ็มเมอริคก็เริ่มเปล่งประกาย “ผมประทับใจเสมอกับการจัดองค์ประกอบภาพและรายละเอียดมากมายที่เขาใส่เข้าไป พอคุณได้เห็นมันบนหน้าจอ คุณจะเห็นเลเยอร์และมิติของภาพของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของแอนนา โฟเออร์สเตอร์ ผู้กำกับภาพผู้เก่งกาจของเราด้วย หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังแอ็กชันที่มีความงดงามในแบบที่ผมบอกได้ว่าไม่เคยมีการสร้างมาก่อนครับ”

    ส่วนหนึ่งเกิดจากการบรรยายตัวละครสำคัญตัวที่สามของเรื่อง ซึ่งปรากฏอยู่ในชื่อเรื่องด้วย ในการสร้าง White House Down เอ็มเมอริคและทีมงานมุ่งมั่นกับการสร้างฉากที่สมจริงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ “ทำเนียบขาวเป็นดาราของหนังเรื่องนี้ครับ” ผู้กำกับบอก “การทำงานที่นั่น เยี่ยมชมที่นั่น ไม่เหมือนกับการไปเยือนอาคารใดๆ ในโลก ประเทศต่างๆ มีทำเนียบประธานาธิบดีของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ประธานาธิบดีไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น มันเป็นแค่สัญลักษณ์น่ะครับ อเมริกาไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ตรงนั้น เพราะทำเนียบขาวเป็นบ้านของเรา เป็นบ้านของประชาชนและประธานาธิบดีก็ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นครับ”

    “พอคิดแบบนั้นแล้ว เราก็พูดกันว่า ‘มาสร้างหนังเรื่องนี้ให้สมจริงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เถอะ’ น่ะครับ” เอ็มเมอริคกล่าวต่อ “เราคิดว่ามันคงเป็นวิธีที่สนุกที่สุด และการค้นคว้าเรื่องนี้ก็สนุกมากด้วย เป็นเรื่องปกติที่เราจะคาดเดาอะไรหลายๆ อย่าง เพราะมันมีบางส่วนในทำเนียบขาวที่ไม่เคยถูกถ่ายรูปมาก่อน และมีส่วนอื่นๆ ที่เป็นข่าวลือหรือเรื่องไร้สาระ แต่มันค่อนข้างจะตรงกับความเป็นจริงทีเดียวครับ”

    ในการใส่เอาความสมจริงและความตรงไปตรงมาเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมผู้สร้างได้หันไปหาแม็คลาร์ตี้ แอสโซซิเอทส์ ที่ริชาร์ด ไคลน์ ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ปรึกษาฝ่ายทำเนียบขาวของเรื่อง แม็คลาร์ตี้ แอสโซซิเอทส์ ที่ก่อตั้งโดยโธมัส เอฟ. “แม็ค” แม็คลาร์ตี้ เดอะ เธิร์ด ผู้เป็นหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีคลินตัน ได้สร้างทีมระดับโลกที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ที่มีความชำนาญในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลก แม็คลาร์ตี้ มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัทด้านภาพยนตร์และความบันเทิงของพวกเขา ได้ให้คำแนะนำกับสตูดิโอภาพยนตร์ใหญ่ๆ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และมือเขียนบท ในประเด็นระดับโลก ตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาเรื่องราว เนื้อหาในบท โลเกชันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและโลจิสติกที่ซับซ้อนในการถ่ายทำ

    “บริษัทของเราประกอบไปด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ผู้ช่วยอาวุโสของประธานาธิบดี เจ้าหน้าที่สภาคองเกรส เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ทหาร พวกเราต่างก็ใช้ชีวิต หายใจเข้าออกและทำงานในสถานที่ต่างๆ ที่ White House Down จะพาคุณไปครับ” ไคลน์กล่าว “แม้ว่าเรื่องราวจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่โลกของหนังเรื่องนี้กลับเป็นจริงมากๆ และมันก็มีวัฒนธรรมและกฎที่สมจริงมากๆ ด้วยครับ ทีมผู้สร้างอยากจะสร้างหนังเรื่องนี้บนพื้นฐานของความจริง เพราะมันจะทำให้การเล่าเรื่องน่าเชื่อมากยิ่งขึ้น อะไรที่พวกเขาอ้างอิงความเป็นจริงได้ พวกเขาก็จะทำ เป้าหมายของพวกเขาคือตอนที่หนังเรื่องนี้ออกมา คนที่รู้จักโลกใบนี้จะบอกว่า ‘พวกเขารู้งานดีนี่’ และคนที่ไม่รู้จักโลกใบนี้ก็จะบอกว่า ‘เจ๋งเลย’ น่ะครับ”

    ไคลน์กล่าวว่า ในโปรเจ็กต์อย่าง White House Down คำถามต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ที่ทำเนียบขาวเป็นแบบไหน คุณจะเห็นอะไรบนหน้าจอตอนที่คุณล็อกอินเข้าไป กระดุมแบบไหนที่สมาชิกสภาคองเกรสติดไว้ที่ปกเสื้อ เพื่อที่หน่วยรักษาความปลอดภัยจะได้รู้ว่าพวกเขาเป็นคนจากสภาคองเกรส บทสนทนาทางการทหารและการเมืองเป็นแบบไหน แล้วตำรวจจะทำยังไงเมื่อฝูงชนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้ามาทำเนียบขาว ใครเป็นคนรับผิดชอบและมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คุณจะได้เห็นเครื่องแบบและยานพาหนะแบบไหน การจับตามอง 24 ชั่วโมงที่เพนตากอนเป็นยังไง ในตอนที่แชนนิง ทาทัมไปรับโฆษกทำเนียบในตอนเริ่มต้นเรื่อง เขาจะต้องติดตราแบบไหนบนรถของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยสืบราชการลับและตำรวจส่วนกลางเป็นอย่างไร คำถามทั้งหมดนี้ได้ไคลน์และทีมงานเป็นผู้ตอบ “เราใช้เวลาหลายสัปดาห์กับตราประจำตัวที่แตกต่างกัน ที่คนในทำเนียบขาวพกติดตัว และความหมายของมันในเรื่องของการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ การเคลื่อนไหวและความอาวุโส เรารักษาเรื่องความถูกต้องแต่ก็ระมัดระวังไม่ให้มันไปกระทบกระเทือนต่อการรักษาความปลอดภัยจริงๆ ของทำเนียบขาวครับ” ไคลน์กล่าว “พวกเขาจับจ้องแม้แต่รายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด”

    แต่บรรดาที่ปรึกษาเองก็ให้ความสำคัญกับความสมจริงทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกับสิ่งที่จับต้องได้ “เราได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองหรือธรรมเนียมปฏิบัติในแคปิตอล ฮิล หรือทำเนียบขาว หรือในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโฆษกทำเนียบขาวและประธานาธิบดีครับ” ไคลน์กล่าว “ไดอะล็อคที่สมจริง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและหน้าที่การงานที่สมจริง ลำดับเหตุการณ์ที่สมจริง มันเป็นสิ่งที่พวกเราหลายคนเคยทำงานมากับมัน และทีมผู้สร้างก็รับฟังความคิดเห็นของเราด้วยดีครับ”

    แนะนำตัวละคร
    ตัวละครสำคัญของ White House Down คือจอห์น เคล ที่รับบทโดยแชนนิง ทาทัม เคล อดีตทหารที่ตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนกลาง เป็นพ่อที่พยายามสานสายสัมพันธ์กับลูกสาวผู้ห่างเหินของตัวเอง และในตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้น ดูเหมือนว่าเคลยังไม่พบหนทางนั้นเลย เขาเพิ่งถูกปฏิเสธจากหน่วยสืบราชการลับ แม้ว่าเขาจะเคยปฏิบัติวีรกรรมมามากมาย เขากลับถูกตัดสินว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะคุ้มครองประธานาธิบดี แต่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปสำหรับเขาในวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อระหว่างการเยี่ยมชมทำเนียบขาว สิ่งที่ไม่คิดฝันได้เกิดขึ้น กองกำลังกึ่งทหารกลุ่มหนึ่งได้โจมตีทำเนียบขาว และมีเพียงเคลเท่านั้นที่อยู่ในตำแหน่งที่จะคุ้มครองประธานาธิบดีได้

    “มันเป็นแรงจูงใจที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับตัวละครตัวนี้ครับ” ผู้อำนวยการสร้างฮารัลด์ โคลเซอร์กล่าว “ไม่มีอะไรที่เขาต้องการมากไปกว่าได้คุ้มครองประธานาธิบดี และส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลูกสาวของเขาต้องการแบบนั้น ประธานาธิบดีเป็นฮีโรของเธอ แต่คนจากหน่วยสืบราชการลับ ที่เป็นคนสัมภาษณ์เขา คนที่กุมอนาคตเขาไว้ รู้สึกว่าเขาไม่เหมาะกับงาน เขาก็เลยไม่ได้งานนี้ แล้วเรื่องโกลาหลก็เกิดขึ้น เขาต้องช่วยลูกสาวเขา ช่วยประธานาธิบดีและโลกใบนี้ให้ได้ เขาคงได้งานนี้ซัก 20 ครั้งได้ระหว่างหนังเรื่องนี้ครับ”

    “สิ่งที่เคลแคร์จริงๆ แล้วนั้นคือการสานรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวเขาครับ” ทาทัมกล่าว “เขาเป็นคนหนีวิ่งหนีปัญหา และแม้ว่าตอนนี้เขาจะหยุดวิ่งแล้ว เขาก็สงสัยอยู่ว่ามันสายเกินไปรึเปล่า ถ้าการช่วยเหลือผู้นำของโลกเสรีจะทำให้เขาได้รับความรักและความนับถือจากลูกสาวเขาล่ะก็ นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำครับ”

    “เคลเป็นคนธรรมดามากๆ” เอ็มเมอริคกล่าว “เขาเป็นหนึ่งในตัวละครที่อยากจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร มันกลับไม่เวิร์ค แล้วจู่ๆ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ เขาก็เลยมีโอกาสขึ้นมา เขามีแรงจูงใจที่ชัดเจนมากๆ แต่เขาก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายด้วยครับ”

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้ White House Down น่าสนใจสำหรับทาทัมคือโอกาสในการได้ร่วมงานกับเอ็มเมอริค “ผมสนุกมากในหนังเรื่องนี้” ทาทัมกล่าวเสริม “เช้าวันหนึ่งเราถ่ายทำกันตอนตีห้า มันเป็นวันที่เราทำงานกันนานมาก และเขาก็เป็นคนเดียวที่ยังสดชื่นอยู่เท่าที่เขาทำได้ เขาเป็นคนที่เป็นผู้นำจากข้างหน้า ซึ่งผมชอบแบบนั้นครับ”

    สำหรับเอ็มเมอริค เขาเองก็ชื่นชมในตัวนักแสดงหนุ่มเช่นกัน โอกาสในการได้ร่วมงานกับแชนนิง ทาทัม เป็นปริศนาชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เขาตกลงรับทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้ “ตอนที่ผมได้พบกับเขา ผมตระหนักได้ทันทีว่าผมจะสร้างหนังเรื่องนี้กับเขาเท่านั้น ถ้าเขาไม่เล่น ผมก็ไม่ทำเหมือนกัน” ผู้กำกับบอก “ผมรู้ว่าเขาเป็นตัวละครตัวนี้ เขาเป็นคนหน้าตาดี แต่ให้ความรู้สึกแบบ ‘คนทั่วๆ ไป’ อย่างชัดเจน เขาเป็นคนตลก ฉลาด และรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการครับ”

    “แชนนิงมีทุกอย่างครับ เขาเหมาะกับบทจอห์น เคลมาก” ฟิชเชอร์กล่าว “เขาพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นดาราหนัง ตอนที่โรแลนด์และแชนนิงได้พบกันครั้งแรก โรแลนด์บอกว่า ‘เขานี่แหละ ไม่ต้องสงสัยเลย’ น่ะครับ”

    แน่นอนว่าทาทัมเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทนี้ ไม่เพียงแต่ด้วยตัวเขาเท่านั้น “เขาเป็นคนที่ให้ความรู้สึกสบายๆ มีอารมณ์ขัน ความมั่นใจ และมีความทะนงและอวดดีนิดๆ ด้วยครับ” แวนเดอร์บิลท์กล่าว แต่สภาพร่างกายเขาล่ะเป็นยังไง จอห์น เคล เป็นบทที่ต้องเจอกับแอ็กชันอย่างหนักและทาทัมก็พร้อมรับหน้าที่นี้ และแสดงฉากสตันท์ด้วยตัวเองบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

    “คุณอยากจะเห็นอะไรล่ะครับ หน้าของนักแสดงทะลุหน้าต่างไป หรือสตันท์แมนที่หันหัวของเขาในวินาทีสุดท้าย?” ทาทัมถาม แน่นอนว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก แต่ทาทัมก็อยากจะทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ “มันไม่เจ็บหรอกครับที่ผมทะลุผ่านกระจกปลอมน่ะ มันเป็นฉากสตันท์ที่ผมสามารถแสดงได้อย่างปลอดภัย แล้วมันก็สนุกด้วย ดังนั้น มาลงมือกันเลยดีกว่า”

    “ในกองถ่าย มีครั้งแรกที่เรากำลังจะถ่ายทำฉากสตันท์ แล้วเขาพูดว่า ‘ผมอยากแสดงเอง’ น่ะครับ” เอ็มเมอริคกล่าว “ผมแปลกใจมาก แต่พอมานึกดู มันก็มีเหตุผลนะครับ ลองดูหนังเต้นของเขาสิ Step Up, Magic Mike แดนเซอร์เป็นทีมสตันท์ที่เก่งมากๆ เพราะพวกเขาสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้อย่างเต็มที่ครับ”

    เจมี ฟ็อกซ์ ในบทประธานาธิบดีเจมส์ ซอว์เยอร์ เป็นชายผู้อยู่ใจกลางพายุในภาพยนตร์เรื่องนี้ “มันเป็นบทที่ซับซ้อนครับ” แวนเดอร์บิลท์กล่าว “คุณจะต้องมีด้านที่ซีเรียสในฐานะประธานาธิบดีอเมริกา แต่ประธานาธิบดีในหนังของเราก็จะต้องแสดงฉากตลกได้ด้วยเหมือนกัน เขาจะต้องบู๊ได้ แสดงอารมณ์ขัน อารมณ์มืดหม่น ทั้งหมดนั่นได้ ที่สำคัญ เขาจะต้องน่าเชื่อในบทประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา และเข้าคู่กับแชนนิงได้เป็นอย่างดี เจมีเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์ครับ”

    “ในสถานการณ์นี้ ประธานาธิบดีต้องเผชิญกับจุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่ครับ” ฟ็อกซ์อธิบาย “เขาเรียนรู้ว่าการใช้ดาบอาจไม่ใช่การกระทำที่ดีที่สุดเสมอไป เราได้นำเสนอประเด็นทางการเมืองบางอย่าง แต่ก็ไม่หนักเรื่องการเมืองมากเกินไป มันเป็นมุมมองใหม่ที่มีต่อสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นซูเปอร์แอ็กชันฮีโร นั่งลงเตรียมพร้อมกับการผจญภัย แล้วดูแชนนิงทำงานและวาดลวดลายในฐานะเจ้าหน้าที่จอห์น เคลครับ”

    การร่วมงานกับโรแลนด์ เอ็มเมอริคเป็นความแปลกใหม่สำหรับฟ็อกซ์ “ในฐานะนักแสดงที่อยากเป็นผู้กำกับ ผมจะนึกถึงหนังแล้วสงสัยว่า ‘ว้าว ดูสโคปของมัน! เขาจะทำให้มันเป็นหนังได้ยังไงนะ’ ผมได้ดูเขา ผมมีโอกาสได้มองข้ามไหล่เขาและแอบดูลิสต์ของเขา มันเยี่ยมจริงๆ แต่โรแลนด์ก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมด้วย เขายอมให้คุณนำเสนอไอเดียของคุณ แล้วเขาก็จะขัดเกลามันในแบบที่ทำให้เขาสามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้ และถ้าคุณไปไกลเกินไป เขาก็จะดึงคุณกลับมาเองครับ”

    ผู้ที่ช่วยเหลือจอห์น เคลและประธานาธิบดีซอว์เยอร์รับมือกับกองทหารรับจ้างผู้อำมหิตและการยึดครองทำเนียบขาวของพวกเขือเจ้าหน้าที่พิเศษผู้แข็งแกร่งและคล่องแคล่ว แครอล ฟินเนอร์ตี้ ที่รับบทโดยแม็กกี้ จิลเลนฮัล

    ในตอนเริ่มต้นเรื่อง ฟินเนอร์ตี้เพิ่งปฏิเสธคำขอเข้าร่วมหน่วยสืบราชการลับของเคล แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น “เมื่อหลายปีก่อน พวกเขาเคยมีความสัมพันธ์กันค่ะ” จิลเลนฮัลบอก “มันเกิดขึ้นเมื่อนานมากๆ แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงคลั่งไคล้กันอยู่ ตอนนี้ เขากลับมาแล้ว และเธอก็เป็นคนสัมภาษณ์เขา แน่นอนว่าเขายังคงหน้าตาดีและน่าทึ่งในหลายๆ ทาง และเขาก็ยังคงทำให้เธอลืมหายใจได้ แต่เขามีคุณสมบัติไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับค่ะ”

    จิลเลนฮัลกล่าวว่า ความแข็งแกร่งของตัวละครของเธออยู่ที่ว่า เธอรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องยึดกฎ เมื่อไหร่ถึงจะโยนมันทิ้ง “เธอทำงานของเธอได้อย่างยอดเยี่ยม และในการทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม คุณก็จะต้องทำตามกฎ แต่ไม่ใช่ถึงขนาดที่ทำลายสิ่งที่ถูกหรือสมเหตุสมผลค่ะ” เธอบอก “เธอเชื่อในระบบมากๆ นั่นเป็นสาเหตุที่เธอปฏิเสธโคล แต่เมื่อเธอได้เห็นคนตัดสินใจผิดพลาด เธอก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นผู้นำซะเอง ซึ่งหมายถึงการทำในสิ่งที่ผิดธรรมเนียมบางอย่าง ในแง่นั้น เธอเป็นเสียงของเหตุผลค่ะ”

    เจสัน คลาร์ค ร่วมทีมนักแสดงในบทอดีตทหารที่ผันตัวไปเป็นผู้นำกองกำลังกึ่งทหาร หัวหน้าหน่วยผู้บุกรุก เอมิล สเตนซ์ “เขาเป็นอดีตทหารกองกำลังพิเศษ ที่ทำในเรื่องฉาวโฉ่ในสถานที่แปลกๆ และเขาก็กลายเป็นทหารรับจ้าง” คลาร์คกล่าว “และตอนนี้ เขาก็ถูกจ้างให้เข้ายึดทำเนียบขาว ลักพาตัวประธานาธิบดีและกอบโกยเงินครับ”

    “ผมต้องบอกว่า สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือโรแลนด์ครับ” คลาร์คกล่าว “เขาอยากจะทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจและสนุกสนาน แต่เขาก็ดึงเอาดรามาออกมาและทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างด้ว เขาคอยหนุนหลังคุณเสมอ เขาจะคอยบอกเล่าเรื่องราวและรู้จักวิธีการถ่ายทำจริงๆ ครับ”

    โจอี้ คิง ร่วมทีมนักแสดงในบท เอมิลี ลูกสาวของเคล ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินของทั้งคู่ถูกทดสอบเมื่อพวกเขาพลัดหลงกันระหว่างวิกฤตที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบขาว “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง พ่อแม่ของเธอหย่าร้างกัน และเธอก็ไม่ค่อยปลื้มพ่อเธอเท่าไหร่หรอกค่ะ” คิงอธิบาย “นั่นทำให้เขาพาเธอไปสัมภาษณ์งานกับหน่วยสืบราชการลับด้วย และหาตั๋วทัวร์ทำเนียบขาวให้กับเธอ เขารู้ว่าเธอหมกมุ่นกับเรื่องทางการเมืองและเขาคิดว่านั่นน่าจะทำให้เธอประทับใจได้ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เธอตื่นเต้นสุดๆ แต่พอพวกเขาพลัดกัน แล้วเรื่องบ้าๆ พวกนี้เกิดขึ้น หนังทั้งเรื่องก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาค่ะ เขาพยายามกลับไปหาเธอ ส่วนเธอก็ตระหนักว่าเขารักเธอมากแค่ไหนและเธอรักเขาตอบมากแค่ไหนด้วยค่ะ”

    คิงยินดีกับโอกาสในการได้ทำงานร่วมกับแชนนิง ทาทัม (สาวๆ คนไหนบ้างล่ะจะไม่รู้สึกแบบนี้) แน่นอนว่าด้วยการได้เล่นเป็นพ่อลูกกัน ทั้งคู่ก็เลยทำตัวติดกันในกองถ่าย “เรามีการจับมือกันแบบหนึ่ง ที่เรียกกันว่าแชนเชคค่ะ มันเป็นอะไรที่เจ๋งที่สุด มันเป็นการจับมือที่นานที่สุดในโลกและเราก็ออกแบบท่าจับมือนี้ด้วยตัวเองค่ะ” เธอบอก “เขาทั้งเจ๋งและตลกมาก…เขาเหมือนพ่อ พี่หรือเพื่อนสนิทฉันเลยค่ะ”

    ริชาร์ด เจนกินส์ร่วมทีมนักแสดงในบทโฆษกทำเนียบขาว อีไล ราเฟลสัน นักการเมืองจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเจมส์ วู้ดในบทมาร์ติน วอล์คเกอร์ หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับผู้ร่าเริง

    การออกแบบทำเนียบขาว
    อาคารที่ตั้งอยู่เลขที่ 1600 เพนซิลวาเนีย อะเวนิวไม่เพียงแต่เป็นบ้านและที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประชาธิปไตย ความเป็นผู้นำและอิสรภาพ ที่ดึงดูดผู้มาเยือนกว่า 1.5 ล้านคนในแต่ละปี

    “ในตอนที่คุณอยู่ทำเนียบขาว สิ่งที่จะสะดุดใจคุณคือมันไม่ได้ใหญ่ซักเท่าไหร่ มันก็แค่บ้านหลังหนึ่ง ที่ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงและสวนสาธารณะครับ” เอ็มเมอริคกล่าว “ในทางกลับกัน พวกเขามีเทคโนโลยีทุกอย่างเท่าที่คุณจะจินตนาการได้และที่คุณจินตนาการไม่ได้ แล้วมันก็มีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับมิสไซล์ในตึกอำนวยการและตึกที่อยู่แวดล้อมนั่น พอคุณมานึกดู มันเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากเลยนะครับ และนั่นก็เป็นประเด็นในหนังของเรา”

    งานในการออกแบบและสร้างฉากพวกนี้ตกเป็นของเคิร์ค เอ็ม. เพทรูเชลลี ผู้ออกแบบงานสร้าง “เคิร์คเป็นหนึ่งในฮีโรของเรื่องนี้ที่คนมองข้ามครับ” ผู้อำนวยการสร้างแบรดลีย์ เจ. ฟิชเชอร์ กล่าว “เขาเจอกับหนึ่งในความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้ นั่นคือการสร้างฉากพวกนี้ครับ เราได้เห็นภาพเพียงน้อยนิดของห้องที่เรารู้ว่ามีอยู่จริง เช่นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของประธานาธิบดีหรือศูนย์รังผึ้งที่หน่วยสืบราชการลับปฏิบัติงาน ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ด้านล่างของห้องรูปไข่ ดังนั้น หน้าที่ของเคิร์คคือการเปิดม่านนิดๆ และเชิญผู้ชมเข้าไปหลังม่านนั้น เขาสร้างสวนสนุกที่ยอดเยี่ยมให้เราได้สนุกกันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ”

    “ความคิดเห็นที่ผมมีต่อทำเนียบขาวคือมันเป็นศูนย์กลางการปกครองของเรา แต่มันหมายถึงอะไรล่ะ? สถานที่นี้คืออะไร?” เพทรูเชลลีถาม “แน่นอนครับ มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยของเรา ของประวัติศาสตร์อเมริกา และรัฐบาลแต่ละสมัยด้วยครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างและมือเขียนบท เจมส์ แวนเดอร์บิลท์กล่าวว่า “สิ่งที่เยี่ยมเกี่ยวกับทำเนียบขาวคือประวัติศาสตร์เบื้องหลัง และข่าวลือเบื้องหลังมันครับ มันมีประวัติของห้องสีเขียว ที่วิลลี ลินคอล์น ลูกชายวัย 11 ปีของประธานาธิบดีลินคอล์นนอนทอดร่างอยู่ และแมรี ท็อดด์ ลินคอล์น แม่ของเขาไม่เคยกลับเข้าไปห้องนั้นอีกเลย”

    หลายอย่างเกิดขึ้น หลายอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่ามันมีอยู่จริงรึเปล่า เช่นอุโมงค์ใต้ทำเนียบขาวน่ะครับ” เพทรูเชลลีกล่าว “มาริลิน มอนโรอาจจะเคยอยู่ใต้นั้น และเราก็เชื่อว่ามันเป็นไป้ และผมคิดว่าระหว่างประวัติศาสตร์และความลับ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้มันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการบอกเล่าเรื่องราวครับ”

    การเขียนบทภาพยนตร์ของแวนเดอร์บิลท์เริ่มต้นขึ้นด้วยการค้นข้อมูล แต่มาถึงจุดๆ หนึ่งจินตนาการก็ต้องเข้ามาแทนที่ “มีข้อมูลหลายระดับสำหรับทำเนียบขาวครับ” แวนเดอร์บิลท์อธิบาย “มีหลายอย่างที่เปิดเผยต่อสาธารณะและมีหลายอย่างที่ไม่มีใครรู้ เราติดต่อทำเนียบขาวและส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาก็จะบอกว่า ‘เราบอกคุณเรื่องนั้นไม่ได้หรอก’ พวกเขาไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธการมีอยู่ของอุโมงค์ สถานที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของประธานาธิบดีหรืออีกหลายๆ อย่างครับ”

    เมื่อเพทรูเชลลีได้พบกับเอ็มเมอริคเพื่อคุยถึงเป้าหมายของเขาในเรื่องสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาก็เห็นพ้องกันว่า การออกแบบฉากสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องยึดหลักของความสมจริงเป็นที่ตั้ง “เป้าหมายหลักของโรแลนด์คือการสร้างดรามาแอ็กชันที่สนุกสนาน และทำให้แน่ใจว่าเราจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้” เพทรูเชลลีกล่าว “นี่เป็นเรื่องสำคัญและท้าทายอย่างเหลือเชื่อ เพราะทำเนียบขาวเป็นที่รู้จักดีเหลือเกิน เราก็เลยต้องนำเสนอมันอย่างถูกต้อง มันเป็นหนึ่งในบ้านที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในรูปและเป็นบ้านที่คนรู้จักมากที่สุดด้วย ในแง่หนึ่ง มันก็ทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้น เพราะเรารู้ว่ามันเป็นอะไร แต่มันก็ทำให้เรื่องซับซ้อนตรงที่ว่ามันมีรายละเอียดมากมายและมีความลับห้อมล้อมมันมากเหลือเกินน่ะครับ”

    กระบวนการเริ่มต้นด้วยการทัวร์ทำเนียบขาว “มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโรแลนด์และผมที่ต้องไปครับ” เพทรูเชลลีบอก “ในการทำเนียบขาว คุณจะได้เรียนรู้หลายอย่างและสิ่งที่คุณอนุมานเอาไว้จะถูกพิสูจน์ว่าผิดน่ะครับ สิ่งที่ติดอยู่ในความคิดผมมากที่สุดคือการที่มันมีสองด้าน ด้านที่เป็นธุรกิจและด้านที่เป็นสังคม ด้านธุรกิจคือการเข้าไปปีกตะวันตก คุณอาจจินตนาการถึงสถานที่ใหญ่โต แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคอมเพล็กซ์ที่เล็กมากๆ และเป็นธุรกิจมากๆ ด้วย แล้วมันก็ไม่ได้มีการออกแบบตกแต่งอะไรมากมาย จริงๆ แล้ว มันเป็นสถานที่ที่เรียบง่าย กระชับและค่อนข้างเป็นหน่วยงานราชการครับ”

    “แล้วก็มีอีกด้านหนึ่ง” เพทรูเชลลีกล่าวต่อ “มันเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่งดงามคุณจะได้เดินผ่านห้องโถงใหญ่เข้าไปในห้องสีเขียว ห้องสีน้ำเงินและห้องสีแดง เข้าไปยังห้องตะวันออก ผ่านห้องรับประทานอาหาร และผ่านชั้นล่าง มีหน่วยสืบราชการลับ ตำรวจส่วนกลาง และนักท่องเที่ยวหลายร้อย หลายพันคน เดินผ่านที่นั่น แต่มันก็เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ และเป็นที่เคารพอย่างมากครับ

    ในตอนที่การค้นคว้าเสร็จสมบูรณ์ เพทรูเชลลีได้รวมทีมช่างไม้ 300 ชีวิต ช่างปูน 45 ชีวิต นักออกแบบฉาก 32 ชีวิตและผู้กำกับศิลป์ 16 ชีวิตเพื่อสร้างฉากที่วิจิตรบรรจงนี้ บ้านของพวกเขากลายเป็นเมลส์ ไซต์ ดู ซีเนมาในมอนทรีอัล ที่ซึ่งทีมงานได้ใช้สเตจทั้งหมดเพื่อจำลองทำเนียบขาวขึ้นมา “เราจำลองจิตวิญญาณของทำเนียบขาวให้ใกล้เคียงและแม่นยำที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ” เพทรูเชลลีอธิบาย “ทางสถาปัตยกรรมแล้ว มันง่ายกว่าการตกแต่งเยอะ สถาปัตยกรรมของมันมีโครงสร้างแบบคลาสสิก และมันก็มีกรอบเวลาหลายช่วง โครงสร้างดั้งเดิมเกิดขึ้นในปี 1792 แนวรับชายคาจากสมัยของเจฟเฟอร์สัน ห้องทำงานรูปไข่จากสมัยของทาฟท์ และอื่นๆ ในปี 1952 ทรูแมนได้ปรับโฉมมันเสียใหม่ แต่เก็บผนังภายนอกไว้เหมือนเดิม เราอยากทำให้แน่ใจว่าเราจะรวมส่วนที่แปลกพิลึกของอาคารหลังนี้เข้าไปด้วย เพราะมันเป็นโครงสร้างที่เก่าแก่มากๆ และคุณก็จะได้เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นครับ”

    “การตกแต่งภายในเป็นอีกเรื่องเลยครับ” เพทรูเชลลีกล่าวต่อ “เราให้ทีมงานค้นหาไปทั่วโลก เราไปในอเมริกา แคนาดาและยุโรป เราสั่งพรมจากอินเดีย เราต้องสร้างที่ติดหลอดไฟทั้งหมดขึ้นมาเพราะของพวกนั้นไม่มีเลยครับ พวกมันสำคัญถึงขนาดที่สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือพยายามลอกเลียนแบบมันให้ดีที่สุดครับ”

    ไม่เพียงเท่านั้น โลจิสติกของการถ่ายทำยังทำให้การออกแบบฉากกลายเป็นเรื่องซับซ้อนด้วย “เพราะมันมีฉากสตันท์มากเหลือเกิน เราเลยต้องสร้างห้องทำงานรูปไข่ขึ้นมาสองครั้งครับ” เพทรูเชลลีตั้งข้อสังเกต “เรามีน้ำ ไฟและระเบิดเกิดขึ้นทั้งข้างในและรอบๆ ห้อง เราทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทีมเอฟเฟ็กต์จริงๆ พวกเขาก็เลยรู้ว่ากระสุนจะโดนตรงไหน แล้วเราก็รู้ว่าเราจะร้อยสายไฟเข้าด้านในผนังที่จะระเบิดยังไง ห้องผู้สื่อข่าว ห้องทำงานรูปไข่ ห้องโถงกลาง ห้องโถงใหญ่ บันไดวนหลัก ทั้งหมดอยู่ใต้น้ำครับ ห้องสีน้ำเงินโดนหางเฮลิคอปเตอร์ฟาดใส่ ส่วนห้องสีเขียว ห้องนอนลินคอล์นและห้องนอนใหญ่ก็ถูกไฟไหม้”

    แต่ภายในของทำเนียบขาวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทาย “นอกจากนี้ เรายังต้องการฉากที่จะใหญ่พอสำหรับสวนด้านใต้และระเบียงทิศใต้ของทำเนียบขาวด้วย” เพทรูเชลลีกล่าว “มันจะต้องใหญ่พอที่เราจะนำรถถังและเฮลิคอปเตอร์มารีนวันของเราเข้ามาได้ ไม่มีสเตจไหนที่ใหญ่พอสำหรับพวกมัน เราก็เลยต้องเริ่มมองไปรอบๆ เราพยายามหาโรงจอดเครื่องบิน แต่ไม่มีที่ไหนว่าง ตอนนั้นเองที่เราได้พบ ‘The Bubble’ ซึ่งเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟน่ะครับ มันมีสนามขนาดใหญ่ ภายในโดมสูงหกสิบฟุต มันใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม และเราก็สามารถสร้างฉากต่างๆ ภายในนั้นได้ มันมีประตูหนึ่งสำหรับเข้าออก ซึ่งเป็นประตูหมุนเพื่อทำให้โดมทรงตัวอยู่ได้ แล้วพอเราไปที่นั่น มีคนสามร้อยกว่าคนอยู่ในนั้น มันทำให้เราหัวเราะกันครับ”

    อฉากเสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้กระทั่งผู้ทำงานอยู่ในวงการมานานก็ยังทึ่งกับผลลัพธ์ที่ออกมา “ในการร่วมงานกับโรแลนด์ ผมได้เห็นฉากจำนวนหนึ่ง แม้กระทั่งฉากขนาดใหญ่มากๆ แต่ฉากนี้โดดเด่นจริงๆ” ผู้อำนวยการสร้างฮารัลด์ โคลเซอร์กล่าว “มีตอนหนึ่ง ผมเดินผ่านฉากแล้วก็ถามผู้ช่วยงานสร้างว่าห้องน้ำอยู่ไหน ผมคิดว่าพวกเขาจะชี้ทางให้ผมเดินตามทางเดิน ผมก็เลยแปลกใจมากเมื่อเธอเตือนผมว่าห้องน้ำของเราอยู่ด้านนอก ผมลืมไปเลยว่าผมอยู่ในกองถ่ายน่ะครับ!”

    เพทรูเชลลีและทีมงานของเขายังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ “ทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์และทีมงานของผมทำงานเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ต้น เราพึ่งพาพวกเขาและพวกเขาก็พึ่งพาเรา มันเป็นการทำงานที่ร่วมมือกันเป็นอย่างดีครับ” เพทรูเชลลีกล่าวอธิบาย “เราเป็นทีมทำงานทีมแรก แต่ทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ ดังนั้น สิ่งที่ผมต้องทำกับทีมของผมคือการทำให้แน่ใจว่ามันจะถูกสสร้างมาสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงโพสต์ เพราะทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์จะต้องสามารถใช้งานมันได้ ไม่ว่าจะขยายมัน ควบคุมมัน จำลองมัน หรือเสริมแต่งมันน่ะครับ”

    “การตัดสินใจทุกครั้งจะผ่านขั้นตอน เริ่มจากโรแลนด์ ผม แล้วก็ทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ จากนั้น ทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ก็จะส่งกลับมาหาผม เพราะมันจะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาต่างๆ น่ะครับ” เพทรูเชลลีกล่าว “ในหนังเรื่องนี้ เราวางแผนให้วิชวล เอฟเฟ็กต์ ‘ล่องหน’ ในแบบที่คุณจะไม่รู้เลยว่าคุณกำลังดูวิชวล เอฟเฟ็กต์อยู่ และถ้าไม่มีใครรู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง สำหรับผม นั่นเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดครับ”

    นอกเหนือจากทำเนียบขาวแล้ว ทีมของเพทรูเชลลียังรับผิดชอบทางเดินของตำรวจส่วนกลาง, ห้องทำงานในทำเนียบขาว, ห้องข่าวเสริม, ท้องถนนของกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี., แอร์ ฟอร์ซ วัน, มารีน วัน, ห้องนิรภัยของเพนทากอน, ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของประธานาธิบดี, สำนักงานหน่วยสืบราชการลับ, สวนทางใต้, ระเบียงทิศใต้…และสิ่งเล็กๆ ที่เรียกกันว่า เดอะ บีสต์

    การสร้างเดอะ บีสต์
    เป็นหน้าที่ของเพทรูเชลลี ร่วมด้วยเกรแฮม เคลลี ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายแอ็กชันยานพาหนะของเรื่อง ในการจำลองรถลิมูซินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี ที่เป็นที่รู้จักอย่างน่าเอ็นดูในชื่อของ เดอะ บีสต์ มันไม่ได้เป็นเพียงรถหรูเท่านั้น แต่มันเป็นป้อมปราการติดล้อเลยล่ะ

    “ตอนที่ผมรับงานนี้ ที่ต้องสร้างรถลิมูซินของประธานาธิบดีสามคัน ผมก็คิดในใจว่า ‘ไม่มีปัญหา’ ครับ” “ผมคิดว่าเราจะใช้รถลิมูซินคาดิลแล็ค แล้วก็หดมันหน่อย แต่พอผมได้เห็นภาพอ้างอิงของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับยืนอยู่ตรงส่วนหลังของรถ เขาดูเป็นคนตัวเล็กไปเลย แล้วผมก็มาตระหนักได้ว่า…เขาอาจจะไม่ใช่คนตัวเล็กก็ได้ เขาอาจจะตัวสูงซักหกฟุต ซึ่งหมายความว่ารถคันนั้นต้องใหญ่ยักษ์เลยนะครับ”

    “สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดเกี่ยวกับรถคันนี้คือขนาดจริงๆ ของมัน” ซิริล โอ’ นีล ประธานบริษัทรีล อินดัสทรีส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้างรถเหล่านั้นขึ้นมา เล่า “พอคุณดูภาพของรถคันนั้น คุณจะคิดว่ามันเป็นรถลิมูซินธรรมดา และเราก็เคยคิดว่าจะสร้างมันจากลิมูซินที่มีอยู่จริงด้วย แต่พอคุณเริ่มมองที่มิติต่างๆ คุณจะเริ่มคิดขนาดที่แท้จริงของมันออก แล้วคุณก็จะเริ่มตระหนักว่ารถคันนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ มันถูกออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมตรงที่ว่ามันดูเหมือนลิมูซิน แต่ไม่ใช่ มองจากด้านนอก มันมีขนาดเท่ารถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่ด้านใน ด้วยความที่เกราะมันหนา มันก็เลยมีขนาดเท่ากับรถ SUV ผลก็คือทุกอย่างของรถคันนั้นจะต้องสร้างขึ้นใหม่ เราไม่ได้ต่อยอดจากรถคันไหนแล้วเปลี่ยนแปลงมันเลย เราจะต้องสร้างรถเดอะ บีสต์ขึ้นตั้งแต่ต้นเลยครับ”

    หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การสร้างรถคันนี้อย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญคือโรแลนด์ เอ็มเมอริคตั้งใจที่จะถ่ายทำจริงๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันดูเหมือนจะมีลิสต์ของงานที่รถคันนี้จะต้องทำได้มากมายไม่จบสิ้น “ทุกวัน โรแลนด์จะบอกผมว่า ‘อ๋อ ผมอยากให้มันทำอันนี้ได้อีกอย่างนะ’ น่ะครับ แล้วผมก็จะบอกว่า ‘ได้สิ โรแลนด์’”

    สำหรับการถ่ายทำ White House Down ทีมผู้สร้างต้องการรถสามคัน ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากเพราะไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับรถคันนี้เลย “ตอนที่เรารับงานนี้ครั้งแรก แน่นอนว่าที่แรกที่เราไปหาข้อมูลคือหน่วยสืบราชการลับ” โอ’นีลกล่าว “พวกเขาบอกเราว่า แม้ว่าพวกเขาจะคิดว่าโปรเจ็กต์ของเราน่าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาให้ข้อมูลรถคันนี้กับเราไม่ได้ พวกเขาให้ข้อมูลเรื่องฐานล้อหรือความยาวล้อกับเราไม่ได้ด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับรถคันนี้กับเราเลยครับ”

    แน่นอนว่า ข้อมูลบางอย่างก็สามารถหาได้จากการค้นคว้า “หลายปีมาแล้ว เจเนรัล มอเตอร์สเป็นบริษัทที่ผลิตรถให้กับหน่วยสืบราชการลับและจัดหารถลิมูซินสำหรับประธานาธิบดีครับ” โอ’นีลกล่าว “คาดิลแล็คเป็นรถลิมูซินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีมาหลายทศวรรษแล้ว เท่าที่ผมรู้ เจเนรัล มอเตอร์ส มีส่วนร่วมกับการออกแบบรถคันนี้อย่างมาก แล้วมันก็สืบทอดเอกลักษณ์ของไลน์คาดิลแล็คอย่างมากด้วยครับ”

    เมื่อคิดเช่นนั้น วิธีการค้นหาข้อมูลด้านการออกแบบก็เริ่มต้นด้วยงานแบบนักสืบ “เราอนุมานจากภาพถ่ายว่าไฟหน้ารถของรถบีสต์จริงๆ คือไฟรถรุ่น 2009 คาดิลแล็ค เอสคาเลด เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็เลยเอาไฟหน้ารถของรถรุ่นนี้ออกมาวัด พอรู้ขนาดนั้นแล้ว เราก็สามารถสร้างสเกลจากรูปถ่ายแล้วก็กะระยะอื่นๆ ของรถคันนี้จากข้อมูลนั้นครับ”

    “พอเรากะระยะต่างๆ จากไฟหน้ารถและสามารถวาดเป็นภาพออกมาได้แล้ว เราก็ส่งข้อมูลพวกนั้นไปให้ทีมประติมากรทีมเล็กๆ แล้วพวกเขาก็ใช้บล็อกโฟมที่มีขนาดประมาณรถคันนั้น แล้วก็ลงมือแกะสลักรูปทรงของรถคันนี้ ซึ่งเป็นทุกสิ่งที่คุณได้เห็น ลงไปในโฟมก้อนนั้นครับ” โอ’นีลอธิบาย “พอเสร็จแล้ว เราก็สร้างโมลด์เนกาตีฟของรถคันนี้ แล้วเติมโมลด์ด้วยเจลโค้ทและไฟเบอร์กลาส ส่วนของตัวรถก็จะออกมาเป็นชิ้นเดียว เราใส่มันเข้าไปในเฟรมเดิมที่เราสร้างจากโครงสร้างหลักรถยนต์ซับเออร์เบินครับ”

    “บีสต์กว้างกว่ารถมาตรฐานส่วนใหญ่ประมาณหนึ่งฟุต เพื่อรองรับเกราะของรถจริงๆ” เคลลีกล่าว “เราก็เลยทำให้รถของเราดูเป็นแบบนั้น พอเราเปิดประตู คุณจะเห็นว่าเราได้หล่อรถให้หนาขนาดนั้นครับ”

    ในการสร้างภายในของรถบีสต์ ภาพถ่ายเดียวถูกใช้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการออกแบบของพวกเขา “ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าด้านในรถเป็นยังไง” โอ’นีลกล่าวเสริม “เรานำแบบภายในมาจากภาพถ่ายหนึ่งที่เรามี ที่เป็นภาพประตูรถลิมูซินที่เปิดออก จากภาพถ่ายนั้น เราก็สามารถออกแบบในสิ่งที่เราคิดว่าภายในของรถน่าจะเป็น ภายใต้คำแนะนำจากเคิร์ค เพทรูเชลลี ผู้ออกแบบงานสร้างของเราครับ”

    แม้ขนาดและน้ำหนักของรถจะเป็นแบบนี้ แต่บีสต์ก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว “จากเรื่องราว รถคันนี้จะต้องทะลุผ่านผนัง จะต้องเดินทางในพื้นที่ออฟโร้ด ตะลุยผ่านขอบทางลงไป้ และสามารถหักเลี้ยว 180 องศาหรือ 360 องศาได้ครับ” โอ’ นีลกล่าว “นั่นเป็นความท้าทายเพราะในการหายางที่มีขนาดพอเหมาะที่จะทำให้รถออกมาดูใช่ ล้อทั้งหมดจริงๆ แล้วต้องเป็นล้อรถบรรทุก แต่ล้อรถบรรทุกแข็งมากๆ และไม่มีความยืดหยุ่นเลย ซึ่งมันทำให้การหักเลี้ยว 180 หรือ 360 องศาท้าทายขึ้นอีก เรารู้ว่าเราจะต้องทำให้มันมีพลังและความเร็วพอที่จะหมุนแบบนั้นได้ครับ”

    พลังนั้นมาจากมอเตอร์ LS1 คอร์เว็ทท์ “เราต้องทำให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์จะต้องดีครับ” เคลลีกล่าว “เครื่องยนต์ของรถคันนี้อยู่ที่ประมาณ 420 แรงม้า ดังนั้น มันก็มากพอที่จะรับมือกับงานทั้งหมดที่มันต้องทำได้ครับ”

    เกี่ยวกับงานกำกับภาพ
    ผู้กำกับภาพแอนนา เจ. โฟเออร์สเตอร์ ผู้ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับผู้กำกับโรแลนด์ เอ็มเมอริคในพีเรียดดรามาเรื่อง Anonymous ได้กลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้งใน White House Down “แอนนาไม่อยากเป็นช่างกล้อง เธออยากเป็นผู้กำกับครับ” เอ็มเมอริคเล่า “เธอก็เลยสร้างทุกช็อตเหมือนผู้กำกับ ทุกอย่างจะเกี่ยวกับเรื่องราวครับ”

    “ตอนแรก การชักชวนให้แอนนาทำหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องยากครับ ‘ฉันไม่ถ่ายหนังแอ็กชันนะ’ เธอบอก แล้วผมก็บอกว่า ‘แต่แอนนา มันจะเป็นหนังแอ็กชันที่สวยที่สุดเลยนะ คุณว่าไงล่ะ’ เธอถามว่า ‘เราจะทำแหวกแนวได้มั้ย’ ‘ตามใจชอบเลย’ ผมบอก และนั่นก็คือสิ่งที่เธอทำครับ”

    “เราตัดสินใจทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนคาดหวังค่ะ” โฟเออร์สเตอร์กล่าว “เราสุดโต่งมากๆ ในแง่นั้น บางครั้งก็ตรงข้ามไปเลย และบางครั้ง ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหนังแนวนี้ ที่มีฟอร์มใหญ่แบบนี้ค่ะ”

    เห็นได้ชัดว่าสำหรับเธอแล้ว “การแหวกแนว” หมายถึงการถ่ายทำด้วยเลนส์ไวด์สุดๆ “มันเป็นสิ่งที่เราเริ่มต้นใน Anonymous” โฟเออร์สเตอร์กล่าว “เรามีเลนส์ตัวโปรด ซึ่งเป็นเลนส์ 15.5 ม.ม. ที่กว้างสุดๆ มันไม่ค่อยบิดเบี้ยวมากนัก คุณก็เลยไม่มีความรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังมองผ่านฟิชอายอยู่ แต่มันทำให้คุณได้ภาพกว้างๆ เพื่อที่คุณจะได้เห็นห้องต่างๆ จากหน้าต่างไปจรดประตู ความท้าทายก็คือการให้แสงเลนส์นี้ยากมากๆ ค่ะ”

    เพราะถ้าเลนส์มันกว้างขนาดบันทึกภาพได้ทั้งห้อง มันก็ไม่มีที่ให้ซ่อนแสง ตรงนั้นเองที่ผู้กำกับภาพและผู้กำกับได้คิดอะไรเฉียบคมขึ้นมาได้ “คุณจะต้องระมัดระวังมากๆ ในการวางแผนบางฉากและบางช็อตเพื่อที่คุณจะสามารถวางตำแหน่งกล้องและคนในแบบที่สมเหตุสมผลกับแสงที่มาจากหน้าต่างหรือจากแหล่งกำเนิดแสงจริงๆ ได้น่ะค่ะ” โฟเออร์สเตอร์กล่าว

    เอ็มเมอริคบอกว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ก็คุ้มค่า “สิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้ช่วยนำไปสู่หนังแอ็กชันที่แลดูแตกต่างจากเรื่องอื่นมากๆ ครับ” เขากล่าว

    นอกจากนี้ โฟเออร์สเตอร์และเอ็มเมอริคยังได้ใช้แหล่งกำเนิดแสงและแผ่นสะท้อนแสงร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยง “แสงแบบภาพยนตร์” ที่เพอร์เฟ็กต์แบบที่คุณคาดหวังว่าจะเจอในภาพยนตร์แอ็กชัน แต่โฟเออร์สเตอร์กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ช่วยสนับสนุนเรื่องราว “แสงที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ช่วยสร้างความรู้สึกที่สมจริงและปัจจุบันทันด่วน” เธอบอก “ถ้าตัวละครยืนอยู่ในมุมมืดแล้วขยับเข้าหาแสง พวกเขาก็จะปรากฏเป็นแสงเงา และพอพวกเขายืนใกล้หน้าต่าง พวกเขาก็จะถูกแสงจับมากไป ทั้งหมดนั่นช่วยสร้างความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะเราจะตามติดไปกับคนพวกนี้ในสถานที่ต่างๆ มันช่วยบอกเล่าเรื่องราวของคนที่ถูกไล่ล่าหรือไล่ล่าคนอื่นในหลายๆ ช่วงตอนครับ”

    ผู้ควบคุมงานสร้างรี้ด แครอลินกล่าวว่า “ลักษณะการให้แสงทุกอย่างของแอนนาทำเอาผมอึ้งไปเลยครับ เธอเป็นศิลปินตัวจริงที่เล่นกับแสงและฉากราวกับมันเป็นภาพวาด เธอสร้างภาพวาดที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความประณีตบรรจงในทุกๆ เฟรมครับ”

    เกี่ยวกับงานสตันท์
    การดูแลงานสตันท์และซีเควนซ์ต่อสู้ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ จอห์น สโตนแฮม จูเนียร์ “คุณอยากให้สตันท์เป็นของจริงและงานศิลปะครับ” สโตนแฮมกล่าวอธิบาย “หน้าที่ของเราในเรื่องนี้คือการรักษาความสมจริง แชนนิงมีสายตาที่เฉียบคมในเรื่องนั้นมากๆ เขาจะบอกว่า ‘ผมจะไม่ทำแบบนั้นนะ มันไม่สมเหตุสมผลเลย’ เขามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้มากมายและเขาก็มีไอเดียเยี่ยมๆ เยอะด้วย”

    ความชำนาญของทาทัมในฐานะแดนเซอร์และความสามารถเชิงกีฬาตามธรรมชาติของเขาทำให้เขาเชี่ยวชาญงานสตันท์ตามธรรมชาติ “เขามีความสามารถระดับหนึ่งครับ เป็นเพราะแบ็คกราวน์การเต้นของเขาเนี่ยแหละครับ ผมคิดว่านักยิมนาสติกและแดนเซอร์เหมาะจะเป็นทีมสตันท์ครับ” สโตนแฮมกล่าว “พวกเขารับรู้ถึงร่างกายตัวเองและรู้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในตำแหน่งไหนในอากาศ เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เป็นคนคล่องแคล่วในแง่แอ็กชัน เขาทำให้งานง่ายสำหรับเรามาก เราสามารถจัดเฟรมกล้องเพื่อที่เราจะได้เห็นหน้าเขาได้เพราะเรารู้ว่าเขาทำได้ มันเยี่ยมสำหรับหนังจริงๆ ครับ”

    แต่กับทาทัม มันเป็นมากกว่านั้น “เขาไร้เทียมทานครับ” สโตนแฮมกล่าว “เขาแสดงเทคแล้วเทคเล่า สู้ครั้งแล้วครั้งเล่าติดต่อกัน ภายในเวลาหกหรือเจ็ดสัปดาห์ เรามีฉากหนึ่งบนหลังคา ที่เขาต้องต่อสู้ และมันก็ดำเนินไปเกือบตลอดทั้งวัน แชนนิงเป็นคนเดียวที่ต้องสู้ทั้งวัน มันบ้ามากๆ ครับ เขาแสดงทั้งวันเลย ผมไม่เห็นเขาเหนื่อยซักนิด”

    “ความทุ่มเทของเขาน่าทึ่งมากครับ” ฟิชเชอร์กล่าว “เขาทุ่มสุดใจ ผมจำได้ว่ามีวันหนึ่ง เขากระโดดม้วนหลังบนพื้นหน้าต่างของหลังคาทำเนียบขาว โดยที่เจสัน คลาร์คเกาะอยู่บนตัวเขา และเขาก็กระโดดสองครั้ง เขาเป็นคนที่น่าทึ่งและเป็นนักแสดงที่มหัศจรรย์จริงๆ ครับ”

    ทาทัมไม่ใช่นักแสดงคนเดียวที่พร้อมรับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเจสัน คลาร์คก็พร้อมประชันกับเขาเหมือนกัน “แชนนิงกับผมแสดงฉากสตันท์ของตัวเองหลายฉาก และนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับหนังแบบนี้และบทแบบนี้ครับ” เขากล่าว

    ในการฝึกฝนสำหรับบทนี้ คลาร์คได้ไปหาผู้เชี่ยวชาญ “มีคนจากหน่วยรบพิเศษที่พวกเขานำเข้ามา และเราก็ซ้อมกันหลายครั้ง” เขากล่าว “คุณคงไม่เก่งระดับหน่วยซีลหรือเดลต้า ฟอร์ซตัวจริงหรอกครับ แต่เราก็ฝึกหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ”

    คลาร์คและทาทัมไม่เคยยั้งฝีมือในการต่อสู้ตัวต่อตัวครั้งนี้ “มันเป็นซีเควนซ์ใหญ่ครับ” คลาร์คกล่าว “หนึ่งในซีเควนซ์ต่อสู้อยู่ในน้ำและฝนเพราะระบบสปริงเกลอร์พัง ฉากหนึ่งอยู่บนหลังคาทำเนียบขาวแล้วลงไปห้องสีเขีย มันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณไม่นึกถึงในตอนที่พวกเขาใช้เครื่องพัดลมเป่าฝุ่นและเศษหินใส่คุณ คุณอยากจะนำอะไรที่สดใหม่และน่าตื่นเต้นมาสู่ซีเควนซ์ต่อสู้น่ะครับ”

    “การต่อสู้ทั้งสองครั้งยุ่งเหยิงมากครับ” คลาร์คกล่าวต่อ “มันเป็นการต่อสู้กันแบบเก่าจริงๆ เราต้องสู้กันและเราก็สู้กันจริงๆ ครับ”

    เกี่ยวกับวิชวล เอฟเฟ็กต์
    ผู้ร่วมงานกับเอ็มเมอริคมานาน ผู้ร่วมอำนวยการสร้างและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ โวลเกอร์ เอนเกลและมาร์ค ไวเกิร์ท เป็นผู้ดูแลวิชวล เอฟเฟ็กต์ใน White House Down

    ในขณะที่ก่อนหน้านี้เอนเกลและไวเกิร์ทเคยถูกเรียกตัวมาสร้างภาพยูเอฟโอระเบิดทำเนียบขาว หรือสร้างแผ่นดินไหวที่ทำลายลอสแองเจลิส งานของพวกเขาในครั้งนี้ธรรมดากว่าเยอะ “หนังทั้งเรื่องเกิดขึ้นทั้งในและรอบๆ ทำเนียบขาว และนั่นก็เป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งในโลก ที่คุณไม่สามารถถ่ายทำที่ไหนได้เลย แม้กระทั่งใกล้ๆ และแน่นอนว่าเราถ่ายทำด้านในไม่ได้ด้วย” ไวเกิร์ทอธิบาย “ดังนั้น ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราคือการช่วยสร้างโลเกชัน โรแลนด์อยากทำให้มันสมจริง เราเลียนแบบแบบแปลนของทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึงพื้นที่หลายบล็อกรอบทำเนียบขาว โดยเราจำลองต้นไม้แต่ละต้น รั้วและป้อมรักษาความปลอดภัยขึ้นในคอมพิวเตอร์ครับ”

    ไวเกิร์ทและเอนเกลยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างภาพพรีวิชวลไลเซชันของซีเควนซ์ต่างๆ ด้วย “เราสามารถโชว์ซีเควนซ์และฉากต่างๆ ให้โรแลนด์ดูได้แล้วถามว่า ‘คุณคิดยังไงกับมัน’ น่ะครับ” ไวเกิร์ทกล่าว “แล้วเราก็จะร่วมงานกันแล้วบอกว่า ‘ขยับกล้องไปทางนั้นอีกนิดดีกว่า ตรงนี้ใช้เลนส์ยาวขึ้นหน่อยดีกว่า’ ซึ่งมันก็เหมือนกับเราสร้างหนังขึ้นมาก่อนที่เราจะถ่ายทำครับ”

    “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราคือตอนที่คนมาหาเราหลังจากที่ได้ดูหนัง แล้วบอกว่า ‘ผมยังไม่รู้เลยว่าช็อตไหนเป็นวิชวล เอฟเฟ็กต์ ช็อตไหนเป็นของจริง ดูเหมือนคุณถ่ายทำทำเนียบขาวจริงๆ เลย’ น่ะครับ” เอนเกลบอก “การนำเสนอสถานที่ที่เป็นที่รู้จักดีเป็นความท้าทายเสมอ ทุกคนในโลกรู้ว่าทำเนียบขาวมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หลังจากเคยทำลายมันมาให้กับโรแลนด์แล้วใน Independence Day และ 2012 เราก็เริ่มเป็นผู้เชี่ยวชาญทำเนียบขาวแล้วครับ”

    เกี่ยวกับดนตรี
    ผู้อำนวยการสร้างฮารัลด์ โคลเซอร์เป็นหนึ่งในคอมโพสเซอร์ของเรื่อง ที่ได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับคู่หูของเขา โธมัส แวนเดอร์ White House Down เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สี่ที่เขาได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่โรแลนด์ เอ็มเมอริคกำกับ “ผมกับโธมัสเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานเข้าขากันครับ” เขากล่าว “ตอนที่เราเริ่มงานโปรเจ็กต์หนึ่งๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับการหาคำตอบว่าเราจะสร้างมู้ดขึ้นมาด้วยดนตรีได้อย่างไร มันเหมือนกับตอนที่คุณทำอาหาร คุณจะเลือกวัตถุดิบก่อน แล้วคุณค่อยตัดสินใจว่าจะทำอะไร ตอนที่คุณแต่งดนตรี คุณจะสามารถสร้างมู้ดที่แตกต่างกันออกไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ด้วยการเลือกวงควอเทร็ทเครื่องสาย หรือวงออร์เคสตรา 150 ชิ้นพร้อมคณะนักร้องประสานเสียง นั่นก็เลยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นสุดๆ สำหรับผม ใน White House Down ดนตรีจะเป็นเมทัล อิเล็คโทรนิค โมเดิร์น และผมก็หวังว่ามันจะไม่ล้าสมัย มันมีดนตรีจังหวะเร็วมากมาย บางที มันจะอยู่ในฉากที่คุณไม่นึกถึงดนตรีจังหวะเร็วด้วยซ้ำไปครับ”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *