Zoolander 2 | ซูแลนเดอร์ 2

Zoolander 2 | ซูแลนเดอร์ 2

  • Genres:Comedy
    Running Time:100 min
    Release Date:February.12,2016 (USA)
    MPAA Rating:
    Distributors: Red Hour Films, Scott Rudin Productions
    Starring: Macaulay Culkin, Benedict Cumberbatch, Kristen Wiig
    Directed by:Ben Stiller

    เรื่องย่อ

    เก๊กหน้าปากจู๋ท่าบลูสตีล ท่าเลอทีกรา ท่าแม็กนั่ม มีพลังสูงส่งจนสามารถหยุดดาวกระจายจีนเอาไว้กลางอากาศ และสามารถขัดขวางแผนการยึดครองโลกของวายร้ายจอมบงการไว้ได้ มีเพียงนายแบบชายเพียงคนเดียว และนายแบบชายคนเดียวนี้เท่านั้นที่สามารถใช้ทั้งความหล่อเหลาและพลังของท่าปากจู๋นั่นได้ เขาคือ เดเร็ก ซูแลนเดอร์

    ครั้งหลังสุดที่เราได้เห็นสองนายแบบหนุ่ม เดเร็ก (เบน สติลเลอร์) และแฮนเซล (โอเว่น วิลสัน) พวกเขากำลังสนุกกับความมหัศจรรย์ของ “ศูนย์เดเร็ก ซูแลนเดอร์ เพื่อเด็กที่อ่านหนังสือไม่เก่ง และอยากเรียนรู้ที่จะทำเรื่องอื่นๆ ให้เก่งด้วย” และมูกาตู (วิลล์ เฟอร์เรลล์) ต้องเข้าไปอยู่ในคุก หายนะที่คาดไม่ถึงจู่โจมศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ บีบให้สองหนุ่มต้องปลีกวิเวก หลีกหนีแสงสีความเจริญ 15 ปีต่อมาพร้อมตีนกาเริ่มมาเยือน เราพบว่าเดเร็กและแฮนเซลที่ยังละอายแก่ใจ ยังใช้ชีวิตสันโดษ ถอนตัวเองออกจากโลกภายนอก

    แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างได้รับคำเชิญชวนพิเศษให้ไปเป็นดาวเด่นในอีเว้นต์ด้านแฟชั่นระดับโลกในนครโบราณที่แสนลึกลับอย่างโรม พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธความเย้ายวนของการได้หวนกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีต และหาทางกลับคืนสู่ความศิวิไลซ์ และเมื่อเดินทางมาถึงโรม เดเร็กและแฮนเซลได้พบบรรดาดีไซเนอร์สุดประหลาดสุดเพี้ยนที่อยู่เบื้องหลังอาณาจักรแฟชั่นแห่งใหม่ ทั้งสองรู้ตัวอย่างรวดเร็วเลยว่าโลกแฟชั่นที่พวกเขาเคยรู้จักได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำให้การหวนกลับคืนสู่แสงสปอตไลต์ของพวกเขากลายเป็นความเงอะงะ

    ขณะที่พวกเขาพยายามหาทางปรับตัวให้เข้ากับโลกใบใหม่ที่มีทั้งการทำบล็อกและแฟชั่นที่เป็นการแอนตี้แฟชั่น พวกเขาก็ถูกเรียกตัวให้ไปช่วยหยุดแผนการร้ายสุดอันตรายที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ซึ่งถ้าพวกเขาหยุดมันไม่ได้ มันจะทำลายความหวังของวงการแฟชั่นที่จะหวนกลับไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างเดิม มีเพียงเดเร็กและแฮนเซลเท่านั้นที่มีพลังที่จะช่วยกู้แฟชั่นไว้ได้

    พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานการสร้างของ เร็ดอาวเวอร์/ สก็อตต์ รูดิน โปรดักชั่น เรื่อง ZOOLANDER 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เบน สติลเลอร์ จากบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย จัสติน ธีโรซ และเบน สติลเลอร์ กับจอห์น แฮมเบิร์ก และนิโคลัส สโตลเลอร์ ขณะที่ สติลเลอร์, โอเว่น วิลสัน และวิลล์ เฟอร์เรลล์ กลับมารับบทบาทเดิมจากภาพยนตร์ภาคแรก เพเนโลปี้ ครูซ และคริสเตน วีก ร่วมประชันความฮาให้กับทีมนักแสดงที่ล้วนแต่เป็นดาราดัง ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย สติลเลอร์, สต๊วร์ต คอร์นเฟลด์, สก็อตต์ รูดิน, เคลย์ตัน ทาวน์เซ่น และเจฟฟ์ แมนน์

    ผู้กำกับภาพได้แก่ แดน มินเดล โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ เจฟฟ์ แมนน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้แก่ ลีซ่า อีแวนส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดย เกร็ก เฮย์เด้น

    เบื้องหลังงานสร้าง: การกลับมาของท่าเก๊กหน้าหล่อปากจู๋

    ภาพลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์ของเขา เคยจับหัวใจคนในโลกแฟชั่นและคนดูมาแล้ว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพจนานุกรมวัฒนธรรม เขาคือแฮชแท็ก#ก่อนที่จะเกิดแฮชแท็กขึ้นมาเสียอีก

    แนวคิดเริ่มแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดมาจากมันสมองของสองคู่หูที่สร้างสรรค์งานแนวตลกอย่าง เดรก ซาเธอร์ และเบน สติลเลอร์ โดยในทีแรกมันเป็นเพียงภาพสเก็ตช์สำหรับงานแจกรางวัล VH1 Fashion Awards ประจำปี 1996 เท่านั้น ไอเดียนี้ถูกคิดสร้างขึ้นมาให้เป็นเพียงภาพชอตเบื้องหลังของการถ่ายแฟชั่นเท่านั้น และตัวละครที่ยิ่งใหญ่ก็ถูกพบในโลกใบนั้น

    “เดรกถามว่าผมอยากเป็นนายแบบไหม ตอนนั้นผมคิดว่ามันตลกดี ซึ่งก็คือเหตุผลที่เขาอยากจะทำมันขึ้นมา” สติลเลอร์เล่า

    “เดรกชอบแฟชั่นมาก และเขาก็เป็นคนช่างคิดแนวตลกที่ทั้งฉลาดและไม่กลัวอะไร เราลงเอยด้วยการสร้างงานนี้สองปีติดกัน” ภาพสเก็ตช์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ จนทำให้เกิดเป็นไอเดียที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์ขึ้นมา

    ถนนที่ปูให้เดเร็กและแฮนเซลคืนกลับสู่จอเงินถือว่าทั้งยาวไกลและคดเคี้ยว จนต้องใช้เวลานานถึง 15 ปีและผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายหน

    “ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาในการสร้างนานมาก” เบน สติลเลอร์ ซึ่งเป็นทั้งมือเขียนบท/ ผู้กำกับและดารานำ อธิบาย “เราอาจจะสร้างภาพยนตร์ภาคต่อออกมาหนึ่งปีหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ออกฉายแล้ว แต่ไม่มีใครออกมาดูภาพยนตร์ภาคแรกกันในโรงหนัง ก็เลยไม่มีใครต้องการมัน” สติลเลอร์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

    เมื่อตอนที่ภาพยนตร์ภาคแรกเปิดตัวฉายในเดือนกันยายน ปี 2001 มันคือช่วงเวลาที่แสนบาดใจ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 9/11 ทำให้รายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ดีนัก อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับได้พบฐานแฟนใหม่ๆ หลังจากที่มี DVD เริ่มวางจำหน่าย และกลายเป็นภาพยนตร์แนวคัลท์สุดคลาสสิกไป “ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนังที่ทุกคนส่งต่อ จนเหมือนเป็นหนังใต้ดิน จนแทบจะเหมือนการตามหาแผ่นเสียงไวนิลกันเลยทีเดียว คนดูมีความรู้สึกว่ามันคือการค้นพบที่แสนพิเศษ และพยายามหามันมาไว้ในครอบครอง” จัสติน ธีโรซ ซึ่งร่วมแสดงในภาพยนตร์ภาคแรก และทำหน้าที่เป็นมือเขียนบทในภาพยนตร์ภาคต่อนี้ บอก

    ตัวละครและวลีฮาๆ จากภาพยนตร์ภาคแรก โดนใจคนดู และกลายมาเป็นสิ่งที่คนนำมาแบ่งปันกัน และด้วยจุดกำเนิดของโซเชียลมีเดีย วลีโดนใจเหล่านั้นกลายมาเป็นข้อความที่มีคนแฮชแท็กกัน มีการแชร์มุขตลกในหนังกันไปทั่วโลก ”ตลอดหลายปีผมต้องประหลาดใจเมื่อมีกลุ่มคนคอยติดตามไม่ว่าผมจะไปไหน ไม่ว่าจะเป็นยุโรป เม็กซิโกหรืออเมริกาใต้ จะมีคนเดินมาหาผม และขอให้ผมเก๊กหน้าบลูสตีล ซึ่งที่จริงไม่ใช่เอกลักษณ์ของตัวละครของผมด้วยซ้ำ” โอเว่น วิลสัน หัวเราะ”ปกติแล้วภาพยนตร์ตลกใช่ว่าจะสามารถเก็ตมุขจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่ตัวละคร เดเร็ก และแฮนเซล มีความฮาในระดับที่ผมว่าทุกคนต่างชื่นชอบ”

    โอกาสในการสร้างภาพยนตร์ภาคต่อออกมานั้น ถูกขับเคลื่อนไปในหลายระดับตลอดระยะเวลา 15 ปีต่อมา โดยระหว่างนั้น สติลเลอร์ได้ทำงานร่วมกับมือเขียนบทตลกชื่อดังหลายคน รวมถึงผู้ร่วมงานเดิมอย่าง จอห์น แฮมเบิร์ก,มือเขียนบท/ ผู้กำกับ นิโคลัส สโตลเลอร์ และจัสติน ธีโรซ ซึ่งเคยร่วมงานกับสติลเลอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Tropic Thunder “หลังจากพักใหญ่ๆ ที่ผมเชื่อว่าเราคงไม่มีวันได้สร้างมันออกมาแน่ แต่ถึงจุดหนึ่ง องค์ประกอบทั้งหมดก็เริ่มปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน และมันเหมือนกับว่า ‘เอาล่ะ เรากำลังจะสร้างหนังเรื่องนี้กันจริงๆ แล้วนะ’” สติลเลอร์เล่า

    กระบวนการทำงานที่ใช้เวลานานเช่นนี้ ทำให้สติลเลอร์และทีมครีเอทีฟของเขา มีโอกาสได้พัฒนาเรื่องและตัวละครไปในแบบที่เป็นการยกย่องจิตวิญญาณของสิ่งที่คนดูเคยชื่นชอบในภาพยนตร์ภาคแรก สติลเลอร์เล่าว่า “เราอยากจะสร้างหนังที่จะต้องสนุกเท่าทันกับหนังภาคแรก และจะต้องเป็นไปตามความหวังของคนดูที่เคยชอบหนังเรื่องนี้มาก ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีคนที่ชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆ และผมก็ไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง”

    เดเร็ก, แฮนเซล และมูกาตู ยังร้อนฉ่า
    สามตัวละครดังกลับมาแล้ว

    ในการเกิดใหม่แต่ละครั้งในกระบวนการพัฒนางานสร้าง การกลับมาของสามตัวละครดังอย่าง เดเร็ก, แฮนเซล และมูกาตู ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย และยังคงเป็นหัวใจของเรื่องเสมอมา ในการทำงานในโลกสุดโหด อย่างการเป็นนายแบบชายในวงการแฟชั่น จุดแข็งของตัวละครเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ สติลเลอร์รู้ดีกว่าการกลับมาของตัวละครหลักทั้งสามตัวนี้คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ”สุดท้ายแล้ว ผู้คนต่างอินกับตัวละคร เมื่อมีคนบอกผมว่าพวกเขาชอบ Zoolander มาก สำหรับผมมันหมายความว่าพวกเขารักตัวละครทุกตัว และเดเร็ก, แฮนเซล และมูกาตู เพราะพวกเขาคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ครับ” สติลเลอร์กล่าว

    สำหรับสติลเลอร์ การกลับไปรับบท เดเร็ก ถือเป็นความท้าทายหลังจากหยุดพักไปนาน “เดเร็กมีบุคลิกที่โดดเด่น เขาคือตัวจริงและหลงตัวเอง ทั้งหมดเกิดมาจากความใสซื่อโดยแท้ ผมได้ดูหนังภาคแรกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าผมกำลังทำมันออกมาได้อย่างถูกต้อง และหลังจากผ่านไปสองอาทิตย์ มันก็เริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น และกลายมาเป็นความสนุกครับ”

    ในการจัดอันดับผู้มีชื่อเสียงโดยมีแค่ชื่ออย่างเดียวเท่านั้น ตัวละคร แฮนเซล ของโอเว่น วิลสัน คือตัวละครที่มีความลึกลับแบบร็อคสตาร์โบฮีเมี่ยนที่ทำให้คนดูวงกว้างรู้สึกติดอกติดใจ “ผมโชคดีมากที่ได้เล่นตัวละครดีๆ หลายตัวตลอดหลายปีมานี้ และความจริงที่ว่าแฮนเซลมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักด้วยชื่อเพียงอย่างเดียว เหมือนกับมาดอนน่า และสติง มันสะท้อนให้เห็นว่าเขาคือตัวละครที่อยู่ในความทรงจำแบบไหน” วิลสันกล่าว

    “โอเว่นมีบุคลิกตลกที่โดดเด่นมาก ผมเป็นแฟนผลงานของเขานะ” สติลเลอร์ที่ร่วมงานกับวิลสันมานาน กล่าว “เขาเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวที่แสนพิเศษ และเมื่อเขาได้ด้นมุขสดในบริบทที่เขารู้สึกสบายใจ คุณจะได้งานในแบบที่คุณจินตนาการไม่ได้ด้วยซ้ำ ก็เหมือนตัวละครของเขานั่นแหละ เขาเป็นคนหน้าตาดีมาก สำหรับผมจึงเป็นเรื่องสนุกที่ได้เห็นเขาต้องมานั่งจำว่าจะเล่นเป็นแฮนเซลยังไง อาทิตย์แรกที่เขากำลังแสดงฉากหนึ่ง ซึ่งเขากำลังมองออกไปที่ทะเลทราย และเขาก็พบท่าหรี่ตาปากจู๋แบบแฮนเซล เท่านั้นแหละก็ไม่มีการหันกลับอีกแล้ว”

    จาโคบิม มูกาตู กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนชื่นชมเช่นกัน เขากลายเป็นหนึ่งในวายร้ายที่ชวนให้นับถือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ด้วยชุดเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟัน หมาตัวเล็ก ลาเต้สาดกระจาย และความสามารถที่จะประเมินได้ว่าใครกำลังฮอตสุดๆ มูกาตูจึงเป็นตัวละครที่มีความโดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร เมื่อคิดว่าเขายังเป็นนักแสดงหน้าใหม่อยู่เลยเมื่อตอนแสดงภาพยนตร์ภาคแรก วิลล์ เฟอร์เรลล์ นักแสดงตลกตอบรับโอกาสที่จะสร้างตัวละครน่าขันจากศูนย์จริงๆ “ตัวละครทุกตัวในโลกแฟชั่นนี้ล้วนแต่สนุกสุดๆ เพราะมันมีที่มามากมาย” เฟอร์เรลล์บอก “มูกาตูเป็นตัวละครที่สำคัญสำหรับผม เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้แสดงตัวละครที่โดนใจคนดูขนาดนี้”

    สติลเลอร์กล่าวว่า “วิลล์อาจจะเป็นคนที่ตลกที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้เลย เขาตลกที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้แล้ว ถึงภาพยนตร์ตลกของเขาจะเพี้ยนแค่ไหน และตัวละครของเขาจะหลุดโลกเพียงใด แต่เขากลับเป็นคนที่ติดดินที่สุดเท่าที่คุณเคยพบมา มันถึงจุดที่ว่าบางครั้งคุณก็เกิดความรู้สึกว่าเขากำลังแสดงเป็นตัวละครเวลาที่เขาเป็นตัวเอง เหมือนเป็นตัวละคร วิลล์ เฟอร์เรลล์ ที่เป็นคนปกติธรรมดาอย่างงั้นแหละ”

    สำหรับเฟอร์เรลล์ การได้กลับมาใส่วิกผมชื่อกระฉ่อนนี้อีกครั้งคือประสบการณ์ที่น่าสนใจหลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 15 ปี “ในตอนแรก มันก็แปลกๆ นะครับที่ต้องกลับมาแสดงเป็นตัวละครตัวนี้ และต้องใส่ชุดพวกนั้น จากนั้นมันก็กลายมาเป็นความรู้สึกแปลกที่มันไม่รู้สึกแปลกอีกต่อไป” เฟอร์เรลล์หัวเราะ “ผมลืมไปแล้วว่ามูกาตูนั้นเครียดแค่ไหน เขาไม่เคยผ่อนคลายเลย และมักจะตวาดใส่คนอื่นเสมอ เพราะไม่มีอะไรใช้ได้เลย แต่นั่นก็เป็นบุคลิกที่เล่นได้สนุกมาก”

    สติลเลอร์ที่ได้นั่งอยู่แถวหน้าจอมอนิเตอร์ ได้เห็นมูกาตูฟื้นคืนชีพมาอย่างสนุกสนาน “เราไม่ได้ทำงานด้วยกันอีกเลยนับแต่ภาพยนตร์ภาคแรก ดังนั้น ผมจึงสนุกมากครับที่ได้เห็นเขากลับมาเล่นเป็นตัวละครตัวนี้อีก ในวันแรก เขาได้แสดงกับท็อดด์ (รับบทโดย เนธาน ลี แกรห์ม) และรู้สึกราวกับเวลาไม่ได้ผ่านไปเลย ให้ผมนั่งดูเขาแสดงเป็นตัวละครตัวนี้เป็นชั่วโมงๆ ก็ยังได้ ผมหัวเราะท้องคัดท้องแข็งตั้งแต่เทกแรกเลยครับ”

    ตัวละครสมทบ:
    นักแสดงหน้าใหม่และหน้าเก่า (แต่ยังดูดี)

    ครั้งหลังสุดเมื่อคนดูเดินออกจากโลกของ Zoolander เดเร็กและแฮนเซล กำลังเฉลิมฉลอง “ศูนย์เดเร็ก ซูแลนเดอร์ เพื่อเด็กที่อ่านหนังสือไม่เก่ง และอยากเรียนรู้ที่จะทำเรื่องอื่นๆ ให้เก่งด้วย” ที่เพิ่งเปิด และมูกาตูเข้าไปอยู่ในคุก เราพบอย่างรวดเร็วว่านับแต่นั้น หายนะที่ร้ายแรงได้เกิดขึ้น จนทำให้เดเร็กและแฮนเซลตัดสินใจทิ้งความเจริญและแสงสี หันหลังให้พรมแดง แสงแฟลชของปาปารัสซี่ และเวทีรันเวย์ หลังจากสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว เดเร็กปฏิญาณว่าจะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเหมือนปูจำศีล ส่วน แฮนเซล ซึ่งมีแผลเป็นถาวร และต้องสวมใส่หน้ากาก ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมดินในทะเลทราย หลังจากใช้ชีวิตสันโดษอยู่นานหลายปี ทั้งคู่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานอีเว้นต์แฟชั่นงานใหญ่ที่จัดโดย อเล็กซานย่า อะทอซ (คริสเตน วีก) เจ้าแม่แฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่ครอบครองอาณาจักรแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุด เมื่อไม่อาจปฏิเสธเสน่ห์ยั่วยวนของการกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีตได้ สองคู่ดูโอต่างฝ่ายต่างฮุบเหยื่อ และเดินทางไปกรุงโรม

    เมื่อถึงโรม เดเร็กและแฮนเซล รู้สึกได้ทันทีว่าโลกที่พวกเขาเคยรู้จักได้หายไปแล้ว รูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และการประชันบนรันเวย์กลายเป็นอดีต ตอนนี้วงการถูกปกครองโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่และเหล่าเน็ตไอดอลที่เกลียดแฟชั่น เดเร็กและแฮนเซล เข้าสู่แวดวงโซเชี่ยลมีเดียและเทคโนโลยีล่าช้าเกินไปในโลกยุคหลัง สตีฟ จ๊อบส์ “มุขตลกอย่างหนึ่งของเราจากหนังภาคแรกก็คือ โทรศัพท์อันเล็กจิ๋วของเดเร็ก ซึ่งแน่นอนว่าทุกวันนี้เทรนด์โทรศัพท์มันต่างออกไปแล้ว” สติลเลอร์หัวเราะ “โลกเปลี่ยนไปเพราะโซเชี่ยลมีเดีย และความจริงที่ว่าทุกคนติดหนึบกับจอ จนยากจะมองข้ามไปได้” สติลเลอร์ในฐานะผู้กำกับอธิบาย

    “มันมีลักษณะเหมือนมนุษย์ถ้ำที่หลุดมาในโลกแฟชั่น เมื่อพวกเขาพบว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน ลักษณะการแอนตี้แฟชั่นกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว และความพยายามเพียงน้อยนิดก็ได้รับรางวัลตอบแทน ดังนั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยสำคัญกับพวกเขาจึงไม่เหลืออยู่อีกต่อไป” เจฟฟ์ แมนน์ ที่เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและโปรดักชั่นดีไซเนอร์ บอก

    เพียงไม่นานหลังจากพวกเขามาถึงโรม เดเร็กและแฮนเซล ได้รับการติดต่อจาก วาเลนติน่า วาเลนเซีย เจ้าหน้าที่พิเศษสาวสวยที่ทำงานให้กับแผนกแฟชั่นโลกของอินเตอร์โพล โดยเธอได้ติดต่อให้พวกเขามาช่วยสืบสวนเกี่ยวกับบรรดาเหล่าป็อปสตาร์ที่โดนฆ่าตายจนน่าตกใจ โดยในเหตุฆาตกรรมทุกรายนั้น จะมีลักษณะจำเพาะที่เหมือนกันซึ่งน่าจะใช้ในการไขคดีนี้ได้ นั่นก็คือการถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองในตอนที่ตายโดยทำหน้าแบบ…บลูสตีล ด้วยเชื่อว่ามีเพียงคนเดียวที่สามารถตีความการทำหน้าแบบนั้นได้ วาเลนติน่าและคู่หูของเธอ จึงไปขอให้ เดเร็ก เข้ามาช่วยแทรกซึมเข้าไปในโลกของแฟชั่นชั้นสูงและไขคดีนี้ให้ได้

    “วาเลนติน่าเป็นคนสวยมาก เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแฟชั่นละตินที่เซ็กซี่ที่สุด เธอเป็นพวกเซ็กซี่แต่มองว่าความเซ็กซี่เป็นธุรกิจ เธอแค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าคนดังเหล่านั้น” สติลเลอร์อธิบาย

    ตลอดเวลาที่ลงมือเขียนบท สติลเลอร์มีนักแสดงหญิงเพียงคนเดียวที่เขาเล็งเอาไว้สำหรับบทเจ้าหน้าที่สุดเซ็กซี่และแสนฉลาดผู้นี้ เธอก็คือเพเนโลปี้ ครูซ ที่หาใครมาแทนที่ไม่ได้ “นับแต่เริ่มต้น บทนี้ก็คือเพเนโลปี้เสมอ ขณะที่เราลงมือเขียนบท ผมชอบนึกภาพเธอกำลังพูดประโยคเหล่านี้ด้วยสำเนียงของเธอ เธอเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่ผมโทรหา และเธอตอบตกลงเร็วมาก ผมมีความสุขมากเพราะผมก็นึกภาพคนอื่นมาเล่นบทนี้ไม่ได้เหมือนกัน”

    “ฉันได้รับโทรศัพท์จากเบน และพอเขาเอ่ยถึงซูแลนเดอร์ ฉันถามเขาว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า เพราะฉันชอบหนังภาคแรกมากเลยค่ะ” ครูซเล่า “ฉันตื่นเต้นมากที่เขาอยากให้ฉันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้”

    ครูซรู้สึกสนใจในความซับซ้อนจนน่าประหลาดใจของวาเลนติน่า “ฉันชอบตัวละครตัวนี้เพราะเธอมีหลายสีสันและหลายหน้าตามาก เธอเป็นคนฉลาดและมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีบางอย่างที่ดูหลุดโลกอยู่ในตัวเธอ นับแต่เริ่มต้น ฉันต้องค้นหาว่าจุดนั้นมันอยู่ตรงไหน และเธอต้องเป็นคนประหลาดในระดับเดียวกันกับเดเร็กด้วย” ครูซเล่า

    ถึงแม้ฉากต่างๆ และสภาพแวดล้อมจะน่าขันแค่ไหน แต่เพเนโลปี้เล่นเป็นตัวละครตัวนี้ด้วยความตั้งใจและให้ความสำคัญ ซึ่งมันช่วยเติมเต็มให้กับธรรมชาติที่เป็นคนจิตใจดีและออกจะซื่อของเดเร็ก “เพเนโลปี้เล่นบทนี้อย่างจริงจังมาก และเธอใส่ใจในเรื่องราวความเป็นมาของวาเลนติน่า และเรื่องที่ว่าเธอมาจากไหน เธอเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่าวาเลนติน่าจะคิดอะไรอยู่ในฉากนี้ และเธอรู้สึกยังไงกับเดเร็ก ผมชอบมากนะเพราะในหนังที่มีโทนตลกเสียดสีแบบนี้ ยิ่งนักแสดงเล่นบทอย่างจริงจังเท่าไหร่ คนดูก็จะยิ่งรู้สึกว่าเรื่องมันมีความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น” สติลเลอร์ให้ความเห็น

    โลกที่แสนดุดันของ Zoolander ได้สร้างตัวละครที่น่าชื่นชมเอาไว้มากมาย ซึ่งเป็นที่รักของคนดูที่ยอมรับได้ในความเพี้ยนของพวกเขา ยิ่งเว่อร์และยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งดี สติลเลอร์และทีมของเขาตั้งใจที่จะให้เกียรติกับจิตวิญญาณและความกระตือรือร้นของตัวละครดั้งเดิมจากภาคแรก ขณะเดียวกันก็สร้างตัวละครใหม่ๆ ที่เพี้ยนพอๆ กับตัวละครจากภาคแรก “เราได้รับโอกาสมากมายในหนังภาคแรก และเราก็ทุ่มเทใส่ใจกับมุขตลกและความเป็นจริงนี้ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะใช้โอกาสที่มีมากมายในหนังภาคนี้ เราตั้งใจสร้างตัวละครใหม่ๆ ที่สามารถอยู่ในโลกนี้ได้ และยังคงพยายามที่จะหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างตัวละครเก่าและใหม่ด้วยครับ” สติลเลอร์อธิบาย

    เมื่อมูกาตูถูกส่งตัวเข้าคุก โลกแฟชั่นจึงไร้ซึ่งผู้นำ ประชาชนชาวแฟชั่นทั้งหลายถูกทิ้งให้ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอะไรที่มีสไตล์ โชคดีที่สุดท้ายตำแหน่งที่ว่างลงนี้ถูกแทนที่ด้วยราชินีแฟชั่นคนใหม่ที่ยากจะหาใครทัดเทียม เธอก็คือ อเล็กซานย่า อะทอซ เจ้าแม่แฟชั่นที่เป็นที่ชื่นชมในยามที่เธอเคลื่อนไหวราวกับไหลไป แทนที่การเดิน (การเดินมันดูธรรมดาไป) อเล็กซานย่าบัญชาการในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น เทรนด์ไหนกำลังมา ควรแต่งตัวในรูปแบบไหน และเธอเป็นคนกำหนดมาตรฐานความงาม เมื่อ เดเร็กและแฮนเซล ได้รับเชิญจากอเล็กซานย่าเป็นการส่วนตัว เพื่อให้มาร่วมโชว์ใหม่ของ ดอน อาทาริ ลูกศิษย์ของเธอ พวกเขารู้ดีว่าการเชื้อเชิญครั้งนี้มันยิ่งใหญ่แค่ไหนและเตรียมตัวที่จะกลับคืนสู่รันเวย์อย่างยิ่งใหญ่

    อเล็กซานย่า อะทอซ ที่ดูยิ่งใหญ่ด้วยงานดีไซน์ราวกับงานศิลปะเดินได้ ไม่ใช่แค่สวมใส่เสื้อผ้า เธอดูแลทุกส่วนของร่างกายอย่างพิถีพิถันและตอบรับทุกโอกาสที่จะได้แสดงตัวตน แม้กระทั่งในการตามหาความงดงามแบบชั่วนิรันดร์ เธอก็ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะพลิกกลับความเหี่ยวแก่ด้วยการผ่าตัดและเครื่องสำอาง “อเล็กซานย่าคือหายนะของการทำศัลยกรรมพลาสติคเพื่อความอ่อนเยาว์และความสวยตลอดกาล การฉีดโบท็อกซ์มากเกินไปทำให้เธอแทบพูดไม่ได้” จัสติน ธีโรซเป็นคนออกมาอธิบาย

    นักแสดงหญิงที่ฝีมือเป็นที่ยอมรับและยังเป็นนักแสดงขาประจำของรายการ Saturday Night Live คริสเตน วีก ได้รับเลือกให้มารับบทนี้ และเธอได้ใช้ความผิดเพี้ยนของร่างกายของอเล็กซานย่ามาช่วยสร้างตัวละครตัวนี้ “ฉันไม่เคยเล่นบทแบบนี้มาก่อนเลย เธอคือราชินีผู้ชั่วร้ายในทุกรูปแบบ บทภาพยนตร์ได้บรรยายถึงรูปลักษณ์ของเธอไว้ว่าเธอผ่านการทำศัลยกรรมพลาสติคมากเกินไปจนมันส่งผลต่อการพูดของเธอ บทพูดของเธอถูกเขียนออกมาโดยให้เน้นเรื่องการออกเสียง ซึ่งฉันอ่านโดยใส่ความรู้สึกแบบรัสเซียเข้าไป เราระดมความคิดกันจนเกิดไอเดียว่าเธอไม่สนใจที่จะออกเสียงแต่ละคำออกมาให้ถูกต้องอีกแล้ว”

    เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์สุดขั้วแบบอเล็กซานย่า ช่างแต่งหน้าอย่าง มาร์ก คูเลียร์ และทีมของเขาได้สร้างภาพลักษณ์อันโดดเด่นสุดขั้วด้วยการใช้อวัยวะปลอม และใช้กระบวนการตกแต่งที่กินเวลานาน ซึ่งรวมถึงการใส่วิกผม ติดชิ้นส่วนผม และเสื้อผ้าที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง “คุณแค่ต้องทำสมาธิอยู่พักใหญ่ ฉันก็ไม่เคยติดอวัยวะปลอมมากเท่านี้มาก่อน มันน่าทึ่งมาก ตอนมองตัวเองในกระจกก็ออกจะแปลกๆ อยู่เหมือนกัน และเห็นตาของคุณ แต่มันไม่ใช่หน้าคุณอีกแล้ว” วีกบอก

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันสุดมหัศจรรย์มาก “มันสนุกจริงๆ นะครับที่ได้มาเห็นเธอแต่งหน้าและมันสร้างแรงบันดาลใจให้เธอได้ยังไง หลังจากผ่านกระบวนการแปลงโฉม เธอกลายเป็นตัวละคร และเล่นกับเล็บมือ และเริ่มแสดงด้วยนิ้วมือของเธอ มันเป็นการทำงานกับนิ้วที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลย” สติลเลอร์เล่า

    “ส่วนมากแล้วมันก็เป็นเรื่องของใบหน้ากับเล็บค่ะ ฉันชอบไว้เล็บยาว มันทำให้เกิดท่าแบบกางกรงเล็บ และทำให้รู้สึกว่าเธอชั่วร้ายมากขึ้น ลีซ่า อีแวนส์ ซึ่งเป็นคนออกแบบเครื่องแต่งกาย ลงเอยด้วยการออกแบบชุดที่บ้าที่สุด สวยที่สุด แปลกและเพี้ยนที่สุด เมื่อรวมกับหน้า วิกผม เล็บ และเสื้อผ้า ฉันสนุกมากจริงๆ ค่ะ” วีกบอก

    เพื่อนร่วมจอกับวีกต่างประทับใจกับการแสดงของเธอ และการที่เธอตีความหมายของตัวละครตัวนี้ออกมาได้อย่างโดดเด่นมาก “คริสเตนตัดสินใจได้อย่างน่าทึ่งและประหลาดมาก จนผมอยากยกให้เธอเป็นหนึ่งในนักแสดงตลกขวัญใจของผมในทุกวันนี้เลย” วิลล์ เฟอร์เรลล์ บอก “เธอสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา เธอเป็นเหมือนแค็ทวูแมนที่คุณฟังคำที่เธอพูดไม่เข้าใจ ซึ่งมันทั้งตลก สวย งดงาม และน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน”

    วีกกับเฟอร์เรลล์ได้ร่วมจอในฉากที่พิเศษมากฉากหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องถูกจดจำในฐานะหนึ่งในฉากจูบที่อยู่ในความทรงจำมากที่สุดของปีนี้ ในวันที่ถ่ายทำ สติลเลอร์พยายามกำกับน้อยมาก เขาแทบไม่บอกเลยว่าควรพูดกันยังไง และเขาก็ต้องประหลาดใจที่นักแสดงตลกทั้งสองคนแสดงฉากนั้นออกมาได้ลึกซึ้งมาก “เราคุยกันน้อยมากในเรื่องที่ว่าเราพยายามจะทำอะไรกันอยู่ และฉันก็บอกเขาไปว่า ‘จะทำยังไงก็ได้ อยากจะเลียก็เชิญเพราะนั่นไม่ใช่ผิวจริงๆ ของฉันหรอกนะ’ ฉันว่าเบนไม่รู้ตัวหรอกว่าเราจะทำอะไรกัน เพราะหลังจากที่เราแสดงกันครั้งแรก ดูเหมือนเขาจะประหลาดใจเล็กน้อย เราเลยเล่นใหญ่เลย” วีกหัวเราะ

    “ผมไม่ได้กำกับพวกเขาเลยนะ วิลล์กับคริสเตนไว้ใจกันและกันมาก และพวกเขาก็บังเอิญเป็นคนสองคนที่ตลกที่สุด และสิ่งที่พวกเขาทำ ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่บ้าที่สุดที่ผมเคยเห็นมา มันคือฉากหนึ่งที่ตลกที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้” สติลเลอร์บอก

    เมื่อมาถึงโรม เดเร็กและแฮนเซล เริ่มรู้ตัวว่าแฟชั่นและโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน พวกเขาเดินทางกลับมาเจอโลกที่พวกเขาไม่เข้าใจเลย เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการแฮชแท็ค ทวีต ไม่มีการประชันกันบนรันเวย์ ไม่มีการเก๊กหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวแต่ละคน และพวกดีไซเนอร์ก็ไม่ต้องใช้ความพยายามกันสักเท่าไหร่ ดีไซเนอร์ที่มาแรงที่สุดในวงการแฟชั่นก็คือ ดอน อาทาริ (ไคล มูนนี่ย์) ฮิปสเตอร์ผู้ได้รับการยอมรับนับถือ เป็นเด็กหนุ่มสุดเท่ที่เป็นแบ็ดบอยของวงการแฟชั่น อาทาริสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการนำความซ้ำซากมาสู่แฟชั่นแถวหน้า เป็นเสมือนการวิพากษ์มาตรฐานแฟชั่นตามขนบ อาทาริประกาศว่าความสวยคือความน่าเกลียด ความเชยคือความเท่ และสิ่งที่ไม่ได้ฮอตเลยก็คือความเซ็กซี่ร้อนฉ่า “ดอน อาทาริคือการผสมรวมกันของสิ่งที่เดเร็กและแฮนเซลไม่เข้าใจในเรื่องที่ว่าโลกแฟชั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร” ผู้อำนวยการสร้าง เจฟฟ์ แมนน์ บอก “ดอน อาทาริอาจจะทั้งชื่นชอบหรือชิงชังในประโยคเดียวกัน สิ่งที่ดูห่วยกลับยอดเยี่ยม การฟัง ดอน อาทาริ พูดก็เหมือนดูการแข่งเทนนิสระหว่าง เดเร็ก กับแฮนเซล เพียงแต่พวกเขาไม่เห็นจะเข้าใจมันเลย”

    นอกจากนักแสดงประจำจาก Saturday Night Live นักแสดงตลก ไคล มูนนี่ย์ ได้รับเลือกให้มาสร้างชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้ มูนนี่ย์ที่ตื่นเต้นมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้ รู้สึกเพลิดเพลินไปกับลักษณะสุดขั้วที่เป็นธรรมชาติของตัวละครตัวนี้มาก “ดอน อาทาริ คือตัวแทนของวัฒนธรรมยอดนิยมร่วมสมัย และความเลวร้ายของความเป็นฮิปสเตอร์ เขามักจะขัดแย้งตัวเองด้วยคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันเอง การทำอะไรเว่อร์ๆ แบบนี้มันสนุกมากเลยครับ”

    สติลเลอร์ปลาบปลื้มมากกับพลังที่มูนนี่ย์ใส่ลงไปในตัวละครตัวนี้ ซึ่งกลายเป็นส่วนเพิ่มเติมที่ยอดเยี่ยมมากให้กับโลกของซูแลนเดอร์ “ไคลเป็นนักแสดงหนุ่มที่มีพรสวรรค์ เขาแสดงหนังมาไม่เยอะ แต่กลับมีความโดดเด่นและมีพลังในแบบของเขาเอง สนุกมากเลยครับที่ได้จับเขาไปไว้ในสภาพแวดล้อมนั้น และได้มีหน้าใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ เข้ามาบ้าง”

    แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เดเร็กตัดสินใจออกมาจากที่หลบซ่อนตัว ก็คือ โอกาสที่จะได้กลับมาเจอกับ เดเร็ก จูเนียร์ ลูกชายที่หายไปนานของเขา ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าอิตาเลี่ยน นับแต่เดเร็กตัดสินใจหนีไปใช้ชีวิตแบบปลีกวิเวก เดเร็กต้องประหลาดใจที่พบว่าลูกชายของเขาไม่ได้สืบทอดคุณลักษณะแบบพ่อที่เป็นหนึ่งในนายแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ด้วยความหวังจะได้พบกับเด็กหน้าตาดีและไว้ทรงผมสไตล์ เดเร็ก ซูแลนเดอร์ เขากลับเจอเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมากกว่าการเก๊กหน้าปากจู๋ สำหรับบท เดเร็ก จูเนียร์ สติลเลอร์พบนักแสดงหนุ่มน้อย ไซรัส อาร์โนลด์ ผู้รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกสุดเพี้ยนของ Zoolander

    “ผมอยากได้เด็กที่เป็นนักแสดงที่แข็งแรงจริงๆ และจะต้องเป็นคนที่ตรงไปตรงมากับเดเร็กและแฮนเซล เพราะเขาเป็นคนฉลาด และเป็นคนปกติ ไซรัสเป็นเด็กฉลาดที่มีอารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติมาก ผมไว้ใจเขาได้เต็มร้อยเลยในการแสดงฉากนั้นๆ”

    และเพื่อยืนยันสถานะว่านี่คือภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อยกย่องโลกแฟชั่น รายชื่อของบรรดานักแสดงรับเชิญที่มาปรากฎตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเต็มไปด้วยคนในโลกของแฟชั่น จากเดิมที่ต้องเจรจากันกว่าจะยอมมาแสดงหนังภาคแรก พอมาถึงหนังภาคสองนี้ แฟนๆ ที่อยู่ในโลกแฟชั่นจริงๆ ต่างกระตือรือร้นที่จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย “ตอนนี้หนังเรื่องนี้กลายเป็นที่รู้จักในโลกแฟชั่น และเราพบว่ามีคนมากมายที่กระตือรือร้นอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังภาคต่อนี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมคิดว่ามันช่วยเพิ่มความสมจริงให้ แม้ว่ามันจะเป็นหนังตลกไร้สาระก็ตาม การมาบรรจบกันแบบนี้มันน่าตื่นเต้นมากเลยครับ” สติลเลอร์บอก

    การเปิดตัว ณ ปารีส:
    การกลับคืนสู่รันเวย์อย่างมีชัยของ เดเร็ก และแฮนเซล

    ในวงการแฟชั่น ในนาทีหนึ่งคุณอาจกำลังมาแรง แต่นาทีถัดมา คุณอาจตกกระป๋อง คุณมาแรง จากนั้นคุณตกกระป๋อง เป็นที่รู้กันว่าการทำงานในวงการนี้ได้รับความสนใจได้สั้นขนาดไหน แถมความดังยังมีขึ้นมีลง เทรนด์ต่างๆ มาและไปในชั่วพริบตา วงการแฟชั่นจึงยึดเกาะกับปัจจุบันเท่านั้น ดีไซเนอร์และเทรนด์ต่างๆ อาจกระโดดขึ้นสู่จุดพีคหรืออาจร่วงหล่นได้ในซีซั่นเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเป็นที่ยอมรับขนาดไหนบนรันเวย์

    เมื่อกำหนดการเริ่มต้นงานสร้างที่รอเวลามานาน ลงตัว การกลับคืนวงการของสองนายแบบชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเรียกร้องให้มีการเปิดตัวที่คุ้มค่ากับการรอ หลังหายไปนานถึง 15 ปี จะมีที่ไหนอีกที่จะเหมาะกับการเปิดตัวพวกเขามากไปกว่าบนรันเวย์ เพื่อผลักดันขอบเขตระหว่างความเป็นจริงและเรื่องแต่ง ไอเดียหนึ่งเกิดขึ้นว่าเดเร็กและแฮนเซล จะต้องประกาศการกลับมาของพวกเขาด้วยการเดินแบบในโชว์ใหญ่ระหว่างงานแฟชั่นวีคที่ปารีส และเพื่อทำให้เหตุการณ์นี้ดูจริงขึ้นไปอีก ทั้งสื่อ ทั้งคนดูที่เข้าร่วมงาน และเหล่านายแบบนางแบบที่ร่วมเดินแบบในโชว์นี้ จะไม่ได้รับแจ้งข่าวนี้ล่วงหน้า “เราคิดว่ามันคงจะน่าสนใจดีที่จะประกาศข่าวภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่ประกาศตัวล่วงหน้า และให้เดเร็กและแฮนเซลไปปรากฎตัวในงานแฟชั่นโชว์ และไม่พูดอะไรเลย อย่างน้อยมันก็ดูน่าสนุกจนกระทั่งวันนั้นมาถึง จากนั้นเราก็เกิดความรู้สึกว่า “นี่พวกเราคิดแผนบ้าๆ อะไรเนี่ย…งานนี้ได้ดิ่งลงเหวแน่” สติลเลอร์อธิบาย

    ถือเป็นงานใหญ่มากทีเดียวที่จะหาตัวดีไซเนอร์ที่เหมาะจะมาร่วมงานด้วย โดยเขาจะต้องยินดีที่จะแบ่งปันพื้นที่บนเวที และได้สนุกด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่สำคัญมากในวงการที่มองงานเป็นเรื่องจริงจังอย่างมาก “เราต้องหาผู้ร่วมงานที่ยินดีจะให้เราใช้แฟชั่นโชว์จริงๆ ของพวกเขา และปล่อยให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องยากมาก เพราะโชว์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากและมีความหมายมากมายในโลกของพวกเขา ผมนึกว่าเราคงลงเอยด้วยการต้องประกาศข่าวนี้กันในร้านขายเสื้อสักแห่งซะแล้ว เพราะใครกันจะมีอารมณ์ขันแบบนั้น”

    ด้วยข้อกำหนดหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงแบรนด์ที่จะต้องทำงานอย่างสร้างสรรค์ และจังหวะเวลาของแฟชั่นวีค ทำให้ทีมผู้สร้างพิจารณาทางเลือกหลายทางด้วยกัน “พวกเราจริงจังกันมากในเรื่องการหาสมดุลระหว่างความไร้สาระของโลกของเรา กับการแสดงความนับถือต่อโลกแฟชั่น สำหรับเราแล้ว สำคัญมากที่มันจะต้องเป็นจุดสุดยอดของโอกาสทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในทางวัฒนธรรม เรากำลังมองหาแฟชั่นโชว์ของผู้ชาย จะมีกำหนดเวลาเฉพาะ และเราก็อยากได้เป็นแบรนด์อิตาลีด้วย” เจฟฟ์ แมนน์อธิบาย

    แต่แล้วพวกเขาก็ได้พบเรื่องเกินความคาดหมาย เมื่อแฟชั่นแบรนด์ที่ยินดีจะร่วมแบ่งปันเวทีแฟชั่นของพวกเขากลับเป็น วาเลนติโน่ หนึ่งในแบรนด์ที่โด่งดังและเป็นตำนานที่สุดของวงการแฟชั่น ฟรานเซสก้า ลีโอนี่ ผู้อำนวยการสร้างด้านการสื่อสารของวาเลนติโน่ ซึ่งเป็นเพื่อนกับสติลเลอร์มานาน ให้คำแนะนำที่ต้องบอกว่ากล้าหาญมากๆ โดยให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในระหว่างการเดินแฟชั่นโชว์ในแฟชั่นวีคที่ปารีส ซึ่งแน่นอนว่ามันคือสิ่งที่คาดไม่ถึงและไม่เคยมีมาก่อน “มาเรีย กราเซีย และปิแอร์เปาโลเป็นที่นับถือในวงการแฟชั่น และได้รับการยกย่องในฐานะดีไซเนอร์ที่มีความจริงจังอย่างมาก คอลเล็คชั่นและโชว์ของพวกเขามีชื่อเสียงในเรื่องของความเป๊ะ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับนายแบบ ดนตรี และเสื้อผ้า ไม่ใช่ความน่าตื่นตาของอีเว้นต์นี้ เมื่อเรานั่งลงคุยกับเบนเพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับไอเดียต่างๆ พวกเขาไม่เคยลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที และมันน่าตื่นเต้นมาก” ลีโอนี่เล่า

    ในฐานะแฟนของภาพยนตร์ภาคแรก มาเรีย กราเซีย คิอูรี่ และปิแอร์เปาโล พิคชิโอลี่ สองผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของวาเลนติโน่ ต่างยินดีกับโอกาสที่จะได้สนุกท่ามกลางสิ่งที่เคยเป็นประสบการณ์ที่แสนจริงจังและซีเรียส “เมื่อเบนเดินเข้ามาหาเราพร้อมกับไอเดียที่จะประกาศข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ในโชว์ของเรา เราตื่นเต้นกันมากเพราะ Zoolander ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอดีตของเรา เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา ผมคงจะบอกว่ามันคือภาพยนตร์ที่นำเสนอแฟชั่นได้ดีที่สุด และมันยังหลุดสุดขั้วได้อีกด้วย” พิคชิโอลี่อธิบาย

    “ฉันเชื่อว่าบางครั้งเราก็มีความเป็น Zoolander อยู่ในตัวพวกเราเหมือนกัน” คิอูรี่หัวเราะ ขณะที่คิอูรี่และพิคชิโอลี่ไม่เคยลังเลเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่คนที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขายังไม่ค่อยแน่ใจนัก “หลายคนพูดว่า ‘อะไรนะ จะบ้าเหรอ มันเป็นการจับคู่ที่อันตรายมากเลยนะระหว่างภาพลักษณ์ของแบรนด์และเสื้อผ้าของเรา กับเรื่องตลกแบบนั้น” คิอูรี่เล่า

    พิคชิโอลี่กล่าวเสริมต่อไปว่า “มันคือการก่อวินาศกรรมชัดๆ กับการให้ Zoolander มาอยู่ในโชว์ วงการแฟชั่นมองตัวเองว่าเป็นวงการที่จริงจังมาก แต่เราแน่ใจว่าคุณสามารถทำงานจริงจังไปด้วยและหัวเราะไปด้วยได้ ก็ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

    องค์ประกอบในเรื่องของความเซอร์ไพรส์คือสิ่งสำคัญ การต่อสู้กับความเป็นจริงของโลกที่ข้อมูลไหลเวียนไปทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง และสามารถแบ่งปันกับใครก็ได้ผ่านทางโทรศัพท์ การเตรียมตัวและแท็คติคถือเป็นปฏิบัติการณ์ลับสุดยอด “มันคือความลับแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเพียงตัวฉัน, มาเรีย กราเซีย,ปิแอร์เปาโล และซีอีโอของพวกเขา มิสเตอร์แซสซี่ เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือแม้แต่นางแบบที่ทำงานกับโชว์นี้ไม่มีใครรู้เรื่องเลย เราใช้ชื่อปลอมระหว่างทำงาน ไม่มีใครคิดว่าเรากำลังเตรียมการเรื่องแบบนี้อยู่เลย” ลีโอนี่อธิบาย

    สติลเลอร์, วิลสัน และทีมงานไม่กี่คน ต้องปลอมตัวและบินไปปารีส พวกเขาถูกพาตัวเข้าไปยังพื้นที่จัดงานสามชั่วโมงก่อนหน้าที่โชว์จะเริ่มต้นขึ้น และแอบซ่อนอยู่ภายในเต็นท์จนถึงช่วงฟีนาเล่ของโชว์ โดยไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย เมื่อแสงไฟมืดลง ดนตรีเริ่มต้นขึ้น และเหล่านายแบบเดินไปบนรันเวย์ ขณะที่สายตาของโลกแฟชั่นเฝ้ามองเหล่าแบรนด์ดังต่างๆ แสดงผลงานคอลเล็คชั่นใหม่ของพวกเขา และก่อนจะถึงโชว์ฟีนาเล่ เมื่อนายแบบทุกคนออกมาเดินด้วยกันเพื่อปิดท้ายโชว์ แสงไฟมืดลงอีก ขณะที่เสียงดนตรีเปลี่ยนไป เมื่อสติลเลอร์และวิลสันเดินออกมาด้านข้างของรันเวย์ที่เป็นรูปไข่ คนดูเปลี่ยนจากท่าทีสับสนและไม่เชื่อไปเป็นปล่อยเสียงหัวเราะและปรบมือ “ผมรู้สึกได้ถึงปฏิกริยาที่เกิดขึ้น เมื่อเราเดินไปตามรันเวย์ ขณะที่ทุกคนมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลายคนเริ่มดึงโทรศัพท์ออกมา และเริ่มหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็เริ่มหัวเราะกันดังขึ้น และเมื่อเราเดินไปจนสุดรันเวย์ คนดูก็ลุกขึ้นยืนและปรบมือ” สติลเลอร์เล่า

    ทีมวาเลนติโน่เฝ้ามองเหตุการณ์นั้นจากด้านหลังเวที “ตอนแรกทุกคนก็นั่งเงียบกันไปหมด มันแปลกประหลาดมากที่ได้เห็นผู้ชายสองคนนี้บนรันเวย์ ปฏิกิริยาคือเกิดความประหลาดใจเต็มที่และเราสัมผัสได้จากหลังเวที มันเหมือนกับแฟชั่นกำลังมีช่วงเวลาที่เป็นอิสระเสรี ทุกคนเริ่มหัวเราะและตบมือ เหมือนคุณอยู่ในโบสถ์และพระสันตะปาปาก็เริ่มหัวเราะ” พิคชิโอลี่หัวเราะ

    “ตอนที่เราเดินออกมา เรามองหน้ากัน และรู้สึกถึงความตื่นเต้นประมาณว่า ‘มันเพิ่งเกิดอะไรขึ้น’ ความรู้สึกเหมือนเราเพิ่งชนะซูเปอร์โบวล์หรืออะไรประมาณนั้น และสิ่งที่เราทำก็คือเดินไปบนรันเวย์ แล้วก็เดินกลับมาครับ” สติลเลอร์เล่า

    ที่ช่วยทำให้เส้นแบ่งแยกในวินาทีนั้นรางเลือนหายไปก็คือปฏิกริยาที่ถูกออกแบบท่ามาอย่างพิถีพิถันกับเจอโรม จาร์ เมื่อเดเร็กเดินลงจากรันเวย์ในวันนั้น เขาคว้ามือถือของหนึ่งในคนดูไป เพื่อถ่ายรูปเซลฟี่ที่มีคนเห็นทั่วทั้งโลก เป็นการประกาศข่าวอย่างเป็นทางการว่า…ท่าบลูสตีลกลับมาแล้ว ด้วยความกังวลเกี่ยวกับกลไกในวินาทีที่ได้รับการออกแบบมานั้น สติลเลอร์จึงซักซ้อมก่อนหน้าที่อีเว้นต์นั้นจะเริ่มต้นขึ้น “ผมอยู่ที่โรงแรมและฝึกซ้อมการคว้ามือถือพร้อมกับเสื้อโค้ตที่พาดอยู่บนไหล่ สะบัดเสื้อโค้ตออกไป และถ่ายรูปเซลฟี่ ซึ่งเป็นเรื่องตลกที่สุดสำหรับผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวที่จะทำแบบนั้นตามลำพังในห้องของโรงแรมที่เขาพัก” สติลเลอร์เล่าไปหัวเราะไป

    หลังจากปล่อยภาพนั้นออนไลน์ไปแล้ว เรื่องที่มีคนพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับแฟชั่นวีค กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการแฟชั่นของปีนั้น ภาพดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปทั่วโลกในหกชั่วโมง “วินาทีนั้นมันทรงพลังมาก การตอบสนองภายในห้องนั้น และจากโลกภายนอก มันเหมือนกับฟ้าผ่า การอยู่ในฟองอากาศด้านหลังเวทีที่เหมือนแตกออกหลังจากโชว์จบ คือสิ่งที่เราคงจะไม่มีวันลืมแน่ๆ”

    การนำโลกของซูแลนเดอร์มาสู่กรุงโรม นครโบราณ

    สติลเลอร์ที่เป็นแฟนหนังอิตาเลี่ยน และผู้กำกับหนังที่เป็นตำนานอย่าง เฟเดอริโก เฟลลินี่ และวิตตอริโอ เดอ ซิก้า คิดว่าอิตาลีเหมาะที่จะเป็นฉากหลังให้กับเรื่องราวภาคต่อนี้ “เมื่อใดก็ตามที่ผมเดินทางไปอิตาลี จะมีคนเดินเข้ามาคุยกับผมเกี่ยวกับซูแลนเดอร์ ผมรู้สึกว่าที่นั่นมีความเกี่ยวพันกับตัวละครเหล่านี้ ผมชอบไอเดียที่มีฉากหลังระดับโลกให้กับหนังเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ดูเหมือนมันสมเหตุผลดีเพราะแฟชั่นเป็นเรื่องสากลระดับโลก”

    แม้ว่ามิลานได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางแฟชั่นโลกของอิตาลี แต่โรมคือศูนย์กลางของเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ และศูนย์กลางงานสร้าง “มิลานอาจเป็นศูนย์กลางแฟชั่นที่คลาสสิกมากกว่าโรม แต่บริษัทแฟชั่นหลายแห่งมีฐานตั้งอยู่ที่นั่น ซึ่งรวมถึงวาเลนติโน่และเฟนดิ โรมอาจเป็นที่ที่มีลักษณะที่เป็นภาพยนตร์มากที่สุด จึงสมเหตุผลแล้วที่จะต้องเลือกโรม” ผู้อำนวยการสร้างเคลย์ตัน ทาวน์เซ่นด์ อธิบาย

    โรมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และมีวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตา ช่างเหมาะกับภาพอันงดงามและโครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างลงตัว “หลังจากหายไป 15 ปี เรารู้สึกว่าโรมคือฉากหลังที่ยิ่งใหญ่ในแบบที่ภาพยนตร์ภาคต่อเรื่องนี้ต้องการ มันให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่กว่า และเป็นทางโลกมากกว่า และมันเหมาะที่จะเป็นฉากหลังให้กับการกลับคืนวงการอีกครั้ง โครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้มีตำนานอันลึกซึ้ง ซึ่งให้ความรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ดีกับความลึกซึ้งของประวัติศาสตร์ที่พบได้ที่นี่” เจฟฟ์ แมนน์ ที่เป็นทั้งโปรดักชั่นดีไซเนอร์ และผู้อำนวยการสร้าง บอก

    การถ่ายทำใช้เวลานานสี่เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2015 โดยทีมงานประกอบขึ้นจากกลุ่มทีมงานชาวอเมริกันและทีมศิลปินและช่างฝีมือจากวงการภาพยนตร์อิตาเลี่ยน ขณะที่โลเกชั่นที่ใช้ถ่ายทำนั้นมีเยอะแยะมากมายราวกับรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยว และมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโรม อย่าง เดอะฟอรั่ม, วิหารแพนธีออน, คาราคัลล่าบาธส์, พาลาสโซ่ เวเนเซีย, พิพิธภัณฑ์มาโคร แม่น้ำไทเบอร์ พาลาสโซ่ไดคอนเกรสซี่ และสตูดิโอซีเนซิตต้าที่เป็นตำนาน

    เจฟฟ์ แมนน์ที่เป็นทั้งโปรดักชั่นดีไซเนอร์ และผู้อำนวยการสร้าง ได้ตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงมากกับการสร้างฉากและภาพลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับฉากภายนอกที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรของ อเล็กซานย่า อะทอซ สถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นของพาลาสโซ่ เดลลา ซิวิลต้า ตรงตามความต้องการของทีมงานทุกอย่าง เมื่อมองว่านี่คือสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนของลัทธิฟาสซิสต์ อาคารหลังนี้เปิดทำการในปี 1937 โดยมุสโซลินี โดยความตั้งใจจะให้เป็นที่เก็บผลงานศิลปะของโรมัน อาคารที่ตกแต่งด้วยหินอ่อน งานออกแบบและขนาดอันใหญ่โตช่างเป็นฉากหลังที่เหมาะสมที่สุด “อาคารหลังนี้มีลักษณะแบบกราฟฟิค พิถีพิถัน และสมบูรณ์แบบในการสร้างความยิ่งใหญ่ และสภาพแวดล้อมก็มีระดับของการทำงานที่สนองความต้องการอย่างมาก” แมนน์กล่าว

    ไม่เพียงแค่ความยิ่งใหญ่ภายนอกเท่านั้น พาลาสโซ่ ได คอนเกรสซี่ แห่งกรุงโรม ยังถูกใช้เป็นฉากภายในบ้านของอะทอซด้วย แต่เริ่มเดิมที อาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่องานยูนิเวอร์แซล เอ็กโพซิชั่นในปี 1942 แต่ก็ถูกยกเลิกไปอันเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้านในอาคารที่มีขนาดใหญ่ ทำให้แมนน์และทีมงานของเขาสามารถสร้างห้องออกแบบที่มีความปราณีตของอะทอซได้ “เราอยากสร้างสิ่งที่มีสไตล์แบบมุสโซลินีให้กับอเล็กซานย่า ซึ่งจะเป็นพื้นที่อันทรงพลังให้เธอได้สร้างสรรค์งานและใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ เธอคือจักรพรรดิณี”

    แล้วอะไรกันล่ะที่จักรพรรดินีผู้สร้างสรรค์ต้องการให้มีในห้องทำงานของเธอ รังขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่เหนืออาณาจักรแฟชั่นของเธอไงล่ะ”เราชอบไอเดียที่ให้อเล็กซานย่าอยู่ในรังที่เธอใช้ออกแบบไอเดียใหญ่ๆ” แมนน์หัวเราะ

    สถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดของโรม ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำเช่นกัน อย่างเช่นวิหารแพนีออนทำหน้าที่เป็นฉากให้กับเหตุไล่ล่าที่เกี่ยวพันกับทีมมือสังหารที่แว๊นมอเตอร์ไซค์ กับหนึ่งในดาราดังที่สุดของโลก ขณะที่คาราคัลล่าบาร์ธส์ถูกใช้ในหลายต่อหลายฉาก รวมถึงในอุโมงค์ใต้ดินด้วย หนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีอย่าง คาราคัลล่าบาร์ธส์ ถูกสร้างขึ้นในระหว่างคริสตราช 212-217 และยังคงเป็นมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโรมัน พื้นที่ของคาราคัลล่าบาร์ธส์ ถูกเปลี่ยนจนกลายเป็นอินเครดิ-บอลล์ อีเว้นต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแฟชั่น ที่ซึ่งเดเร็ก, แฮนเซลและวาเลนติน่า แอบตามบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกแฟชั่น เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในอุโมงค์ลึกกว้างที่เต็มไปด้วยปริศนา และมุ่งไปสู่สิ่งที่พวกเขาได้รู้ในเวลาต่อมาว่าคือห้องสังเวย

    ขณะที่หลายฉากถ่ายทำกันภายในอุโมงค์จริงของคาราคัลลาบาร์ธส์ การสร้างฉากจำลองหนึ่งในโดมของที่นี่มีขึ้นที่โรงถ่ายที่ซิเนซิตต้า สตูดิโอส์ โรงถ่ายที่เป็นตำนานแห่งนี้ซึ่งมุสโซลินีเป็นผู้มาเปิดทำการในปี 1937 ถือเป็นศูนย์กลางของวงการภาพยนตร์อิตาเลี่ยน และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์อิตาเลี่ยน อย่างเช่น ผลงานมาสเตอร์พีซของเฟลลินี่ เรื่อง La Dolce Vita ทีมผู้สร้าง Zoolander ใช้โรงถ่ายหลายแห่ง และหนึ่งในนั้นก็เป็นที่ตั้งของงานสร้างที่ถือว่าใหญ่ที่สุด นั่นก็คือห้องสังเวย “นี่คือผลงานที่น่าประทับใจที่สุด งดงามที่สุด และใช้เวลายาวนานที่สุด โดยมีองค์ประกอบที่เป็นทั้งงานสมัยใหม่และโบราณ มันพิสูจน์ว่าเป็นงานที่มีความซับซ้อน แต่ก็ลงเอยด้วยการเป็นงานที่เท่อย่างมาก” เคลย์ตัน ทาวน์เซนด์อธิบาย

    ด้วยความหวังว่าจะได้กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์และความงดงามของโลกแฟชั่นอย่างยิ่งใหญ่ เดเร็กและแฮนเซล ได้เห็นกับตาตัวเองว่าหลายสิ่งเปลี่ยนไปมากขนาดไหนเมื่อพวกเขาไปปรากฏตัวที่งานแฟชั่นโชว์ของอะทอซ ซึ่งกำลังแสดงผลงานของดีไซเนอร์ที่มาแรงที่สุดของวงการแฟชั่นในเวลานั้น เขาก็คือ ดอน อาทาริ สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงทิ้งขยะทางการแพทย์ที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งผู้ร่วมงานต้องเดินผ่านหลุมภายในรั้วที่ล้อมด้วยโซ่ และต้องลุยผ่านโคลนที่สูงระดับหัวเข่า โชว์ดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นถึงความงดงามแนวแอนตี้แฟชั่นของอาทาริ “เราสนุกมากกับการผสมผสานองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน และสร้างความไร้สาระระดับนี้ขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ต้องแสดงแฟชั่นออกมาเสียเว่อร์ ไอเดียคือการแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นมันสุดขั้วแค่ไหน และเป็นการเดินไปบนเส้นระหว่าง ‘ช่างหัวมัน แค่จับใส่ๆ ไปเถอะ’ กับการผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างงดงาม” เจฟฟ์ แมนน์ให้ความเห็น

    ฉากขนาดใหญ่ที่ทำจากท่อน้ำคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ถูกนำมาวางเป็นรันเวย์ได้อย่างน่าประทับใจ โชว์พื้นที่ขยะแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ ดอน อาทาริ มีต่อแฟชั่น แมนน์ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดูเหมือนเป็นงานที่ถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่างลวกๆ โดยไม่ใส่ใจ แต่ก็มีความแน่นอนและมีการวางแผนมาอย่างดี “มันคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการแบ่งขั้วของตัวละครของเขา เป็นงานอันยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นภาพของคนแก่ในชุดฮัลโลวีนสกปรกกำลังเดินมาตามสายพาน”

    สำหรับสติลเลอร์และแมนน์ หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การต้องสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่กว่าภาพยนตร์ตลกเดิมๆ “ในฐานะผู้กำกับ เบนมีหลักแห่งความงามตามแบบภาพยนตร์ และถึงเราจะกำลังถ่ายทำหนังตลกกันอยู่ แต่เขาก็อยากจะสร้างหนังที่ดูดี นั่นคือสิ่งที่ใจเขาต้องการ” แมนน์อธิบาย “เป้าหมายของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็คือการทำให้คนดูประหลาดใจด้วยสภาพแวดล้อมเหล่านี้ที่มีงานออกแบบระดับสุดขั้ว ในแบบที่มีสมดุลระหว่างการสร้างงานแบบเกินจริงและเหมือนจริง”

    เมื่อวางรูปลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว สติลเลอร์ยังเลือกดูภาพยนตร์อิตาเลี่ยนหลายเรื่องเพื่อหาแรงบันดาลใจ “ผมหลงเข้าไปในหนังเทคนิคคัลเลอร์จากยุค ‘60’ อย่างหนังของ มาร์เซลโล มาสโตรยานนี่ และโซเฟีย ลอเรน ที่มีสีสันและงานสร้างที่ดีมาก มันให้ความรู้สึกเหมือนเรามีใบอนุญาตในโลกของ Zoolander ที่สร้างสไตล์ให้กับโลกนี้ได้”

    “กับพวกหนังตลก คุณคงไม่ได้คาดหวังให้มันดูดี แค่ทำให้คุณหัวเราะก็พอ มันไม่ต้องการความสวยงามและความหรูหราในทุกชอต สำหรับหนังเรื่องนี้ มันมีทั้งความสวยงามและความบ้าที่ถูกผสมเข้าด้วยกัน ร่วมกับเสื้อผ้า การจัดแสง โลเกชั่น และรายละเอียดทุกแง่มุม เพราะเบนมีสายตาเฉียบคมและมีรสนิยมที่ดีมาก” เพเนโลปี้ ครูซให้ความเห็นไว้

    คริสเตน วีกเห็นด้วย “เบนใส่ใจ และใส่รายละเอียด ในทุกองค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เขามีวิสัยทัศน์ และต้องการให้ทุกอย่างออกมาดูสวย ไม่มีรายละเอียดใดที่เขาปล่อยผ่านๆไป ทำให้ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ทำงานกับคนที่ใส่ใจกับงานมากขนาดนั้น”

    “ในฐานะผู้กำกับ เบนถูกประเมินต่ำไป เขาทุ่มเทเต็มที่ และดีกับนักแสดงในเรื่องของการรักษาอารมณ์ให้คงอยู่ต่อไป เขามีไอเดียดีๆเยอะมาก แต่ก็อยากจะปล่อยให้นักแสดงได้ทำสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด และคอยให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการทุ่มเทให้กับตัวละครเหล่านี้อย่างสมบูรณ์” วิลล์ เฟอร์เรลล์บอก

    สำหรับสติลเลอร์ การสร้างสภาพแวดล้อมนั้นถือเป็นงานยักษ์เพื่อให้ทีมนักแสดงที่มีความสามารถของเขาได้มีโอกาสทำสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด “ถ้าคุณวางสภาพแวดล้อม และดูให้แน่ใจว่ากล้องได้โฟกัส จากนั้นก็แค่ปล่อยให้นักแสดงทำงานของพวกเขา สุดท้ายการกำกับหนังตลก คุณกำลังนั่งดูสิ่งที่ทำให้คุณหัวเราะ และมันคือความเพลิดเพลินที่ได้ทำงานกับคนที่เก่งแบบนี้ ผมรู้สึกตัวว่าโชคดีจริงๆ ครับ”

    บทบาทหน้าที่ของผู้กำกับก็คืองานที่ท้าทายที่เรียกร้องให้ผู้กำกับต้องทำหลายหน้าที่ และคอยตัดสินใจเรื่ององค์ประกอบต่างๆ หลังกล้อง ในฐานะหน้าตาของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ สติลเลอร์ต้องนำทัพทั้งหลังกล้องและหน้ากล้องด้วย ความสามารถของสติลเลอร์ที่จะเดินไปบนเส้นแบ่งระหว่างการเป็นผู้กำกับและการเป็นดารานำภายในฉากหนึ่งๆ นั้น ได้สร้างความประทับใจให้กับคนที่อยู่รอบตัวเขาอย่างมาก “มันเหลือเชื่อมากที่ได้เห็นเบนทำงาน เพราะเขาสามารถที่จะเข้าไปอยู่ในฉากหนึ่ง แล้วก็มารีไรต์ฉากนั้น เข้าไปแสดง กำกับ และลำดับภาพฉากนั้นในหัวของเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังลูกตาของเขานั่นแหละครับ” จัสติน ธีโรซหัวเราะ

    “มันน่าทึ่งที่ได้มาเห็นเบนเต้นระบำไปมา และเป็นคนมากมายหลายคนในเวลาเดียวกัน” ครูซเล่า”เขาจะกำกับและเปลี่ยนตำแหน่งการเคลื่อนกล้อง และการจัดแสง จากนั้นเขาก็จะกลับไปเป็นเดเร็กภายในฉาก และการทำงานแบบนี้เกิดขึ้นเป็นร้อยๆ รอบในหนึ่งวัน มีคนไม่เยอะนักหรอกที่สามารถรับความกดดันแบบนี้ได้ การมีความยืดหยุ่นได้ขนาดนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ ค่ะ”

    เมื่อแฟชั่นปะทะมุขฮา:
    งานออกแบบเครื่องแต่งกายของซูแลนเดอร์

    เพราะมีเนื้อเรื่องเจาะลึกในโลกแฟชั่นชั้นสูง สติลเลอร์จึงพยายามหาตัวผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่สามารถสร้างจุดเชื่อมต่อที่เหมาะสมระหว่างการสร้างผลงานในฐานะนักออกแบบและเรื่องตลก ลีซ่า อีแวนส์ นักออกแบบเสื้อผ้าที่มีผลงานภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น Trainwreck และ Bridesmaids ได้รับการติดต่อให้มาทำหน้าที่นี้ เธอรู้สึกทึ่งกับความท้าทายในการทำงานกับภาพยนตร์ที่วางเหตุการณ์เอาไว้ในโลกแฟชั่นอย่างมาก “ฉันตื่นเต้นมากกับโอกาสที่ได้ทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งนำเสนอให้เห็นถึงความงดงามของแฟชั่น เรากำลังบอกว่ามันตลกในส่วนที่ควรตลก แต่ก็อยากแสดงให้เห็นว่าแฟชั่นก็ตลกได้ สดใสได้ มีจินตนาการได้ และร่าเริงได้ในเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นกับเนื้อหา” อีแวนส์อธิบาย

    เนื่องจากตอนนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับในแวดวงแฟชั่นไปแล้ว ภาพยนตร์ภาคต่อจึงมีโอกาสได้ทำงานกับกลุ่มดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าของวงการแฟชั่น รวมถึงบรรณาธิการหนังสือแฟชั่น และบุคคลในวงการแฟชั่นมากมาย เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์ภาคแรกอย่างมหาศาล สติลเลอร์เล่าว่า “ตอนที่เรานั่งลงคุยกันถึงไอเดียทั้งหมด และสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ มันสำคัญมากที่จะต้องมีวงการแฟชั่นเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เราเข้าถึงวงการแฟชั่นได้มากกว่าครั้งแรกเยอะมาก”

    “โชคดีที่เรารู้ว่าวงการแฟชั่นยอมรับและรักภาพยนตร์ภาคแรกแค่ไหน จึงมีคนในวงการแฟชั่นมากมายที่ตื่นเต้นที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ต้องขอบคุณที่เรามีโอกาสที่จะแทรกซึมเข้าไปในวงการแฟชั่นมากกว่าในหนังภาคแรกเยอะมากค่ะ” อีแวนส์บอก

    แม้ว่าหัวใจของเรื่องจะเป็นเรื่องตลกในแนวเสียดสี ทีมครีเอทีฟอยากจะสร้างสมดุลระหว่างงานออกแบบเสื้อผ้าที่แท้จริง กับความเป็นจริงที่น่าขันในโลกของ Zoolander “เรามองไปไกลและกว้างเพื่อจะดูว่านักออกแบบแฟชั่นคนไหนมีชิ้นงานที่จะปลดปล่อยตัวเองเข้ากับไอเดียของตัวละครเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด สุดท้ายเราต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานแฟชั่น 50% และเป็นหนังตลก 50%”

    อีแวนส์วางการนำเสนอตัวละครที่ทุกคนรักเอาไว้ในเนื้อหาที่เป็นโลกแฟชั่นสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่หลุดไปจากแนวคิดที่เป็นการยกย่องลักษณะเด่นของภาพยนตร์ภาคแรกด้วย จากยุคสมัยที่แตกต่างกัน ทั้งเดเร็กและแฮนเซลต่างตัดสินใจเลือกงานแฟชั่นของพวกเขาอย่างจริงจัง แม้กระทั่งหลังจากที่พวกเขาตัดสินใจทิ้งโลกแฟชั่นเอาไว้เบื้องหลังก็ตาม “เดเร็กและแฮนเซลยังคำนึงถึงแฟชั่นอยู่เสมอ แฟชั่นมันฝังตัวอยู่ในตัวตนของพวกเขาไปแล้ว” อีแวนส์กล่าว

    เมื่อเราได้เห็น เดเร็กและแฮนเซล ครั้งแรก พวกเขาใช้ชีวิตสันโดษอยู่คนละขอบโลก โดยต่างลั่นปากสาบานว่าจะไม่กลับคืนสู่รันเวย์และโลกกว้างอีก อย่างไรก็ดี ในสไตล์ของซูแลนเดอร์ พวกเขาต่างพร้อมที่จะกระโดดขึ้นรันเวย์ตลอดเวลา และแต่งตัวพร้อมอยู่เสมอ แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่หดหู่ที่สุด การใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดายบนยอดเขาที่ห่างไกลจากสายตาของโลกแฟชั่น เดเร็กยังจัดเต็มอยู่ในชุดของคนภูเขา ขณะที่แฮนเซลใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบอยู่ในอารมณ์โบฮีเมี่ยนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโยคีของอินเดีย “ไอเดียเบื้องหลังภาพลักษณ์ของเดเร็ก ก็คือการสำรวจสิ่งที่คนภูเขาต้องใส่ในหนังสือแม็กกาซีน และสำหรับแฮนเซล ถ้าคุณอยู่ในอินเดีย แฟชั่นควรจะเป็นเช่นไรถึงจะเข้ากับผิวสัมผัสที่สวยงาม สีสันสดใสจัดจ้าน และงานฝีมือที่เข้ากับกระท่อมดินของเขา พวกเขาทั้งคู่ต่างพร้อมที่จะกระโดดกลับขึ้นรันเวย์อยู่เสมอ”อีแวนส์หัวเราะ

    สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมากมายระหว่างที่เดเร็กและแฮนเซลหายตัวไปจากโลกแฟชั่น ซึ่งถูกบรรยายเอาไว้อย่างชัดเจนโดยดีไซเนอร์คนใหม่อย่าง ดอน อาทาริ “เดเร็กและแฮนเซลเกิดมาจากวงการแฟชั่นที่น่าตื่นตา และเป็นเสมือนผลงานศิลปะ แต่ ดอน อาทิริ คือผู้ชายที่แอนตี้แฟชั่นในอารมณ์แบบว่า…ฉันรู้หมดทุกอย่าง” การสร้างภาพลักษณ์ของ ดอน อาทาริ ที่ซึ่งความจืดชืดถูกมองว่าเป็นแฟชั่นชั้นสูง นั่นคือโอกาสล้อเลียนความจริงจังและความเครียดของโลกแฟชั่น “ฉันชอบแง่มุมที่ ดอน อาทาริ สามารถที่จะชี้อะไรก็ได้ และเรียกมันว่าเป็นแฟชั่น เขาเอาชุดฮัลโลวีนสไตล์ยุค ‘70’ ที่ดูน่าขันมาและทำให้มันกลายเป็นงานแฟชั่น โอ้ว คุณมีถุงเท้าขาวเหรอ เอาล่ะ นั่นคือแฟชั่นเหมือนกัน” อีแวนส์หัวเราะ

    เสื้อผ้าที่น่าตื่นตาและหรูหราที่สุดเป็นของ อเล็กซานย่า อะทอซ ผู้มีวิสัยทัศน์ที่ฉายให้เห็นอย่างเด่นชัดในชุดและสภาพแวดล้อมที่เธอสร้างขึ้นมา ทุกชุดที่อะทอซสวมใส่ คือชิ้นงานศิลปะเดินได้ที่สื่อความหมายบางอย่าง อีแวนส์จึงมีโอกาสได้ผลักดันขอบเขตจำกัดต่างๆ ออกไปกับตัวละครของอเล็กซานย่า “กับเสื้อผ้าแต่ละชุด เราสามารถที่จะแสดงให้เห็นโทนที่น่าขันและแตกต่างกันไป มันสนุกมากนะคะที่ได้นำเอาแฟชั่นจริงๆ มาทำให้บ้าและสุดเหวี่ยงไปเลย”

    คริสเตน วีกประทับใจมากกับความหลากหลายของงานออกแบบและรายละเอียดของผลงาน “เดรสทุกชุดมันน่าทึ่งมากค่ะ ลีซ่าเก่งจนไม่น่าเชื่อ เธอส่งภาพสเก็ตช์มาให้ฉันดูก่อนที่เราจะเริ่มต้นงาน และเราก็พูดคุยกันถึงแต่ละลุค อย่างเช่นชุดกระรอกบินสุดเซ็กซี่ที่มีปีกเป็นขนเฟอร์ หรือโมฮอว์กขนเฟอร์ กับชุดหนังสีม่วง”

    การจะสร้างบุคลิกที่ยิ่งใหญ่ อเล็กซานย่าไม่พลาดโอกาสที่จะแสดงเจตนารมณ์ และรวมองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผลงานการสร้างสรรค์ของเธอมักจะมาพร้อมชุดประดับผมที่เข้ากันกับเสื้อผ้า “มันตลกมากเลยนะเพราะจะมีหัวโตๆ กับผมทรงอลังการ ที่บางครั้งวิกผมก็อาจจะไม่เหมาะถ้ามันไม่มีชุดประดับที่เธอสวมใส่ เราต้องคิดหาวิธีว่าวิกจะต้องเป็นแบบไหน และจะต้องสูงแค่ไหน และมันจะเข้ากับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เรามียังไง มันคือความพยายามที่จะประสานทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และมันสนุกมากที่ได้คิดหาวิธี”

    “มีวิกผมและที่แต่งผมเยอะมาก มีสไตโรโฟมที่เราต้องคุมผมด้วยตาข่าย ลูกบอล สามเหลี่ยม และกล่อง แทบไม่น่าเชื่อเลย ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคิดของพวกนี้ขึ้นมาได้ยังไง” วีกหัวเราะ

    หลายชุดนั้นมีความท้าทายพอๆ กับความสวยงาม วีกเล่าว่า”ชุดเดรสลายดอกสีม่วงจะทำให้เป็นกังวลนิดหน่อยเพราะมันมีดอกไม้ประดับหัวที่มือฉันล้วงเข้าไปได้เลย สิ่งเดียวที่โผล่ออกมาก็คือใบหน้าของฉัน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็มีแค่จมูกกับคางเท่านั้นที่โผล่ออกมา เพราะส่วนอื่นๆ เป็นอวัยวะปลอมหมด ดังนั้น นั่นไม่ใช่ชุดที่ใส่สบายที่สุดหรอกนะ แต่พระเจ้า มันสวยมากเลยค่ะ”

    สำหรับตัวละคร วาเลนติน่า ของ เพเนโลปี้ ครูซ ความตลกของเธอถูกพบในความเซ็กซี่ที่ไม่ตั้งใจให้เซ็กซี่ ไม่ว่าจะเป็นชุดดันทรงที่เธอสวมใส่เอาไว้ใต้เสื้อผ้าด้านนอก เผื่อในกรณีที่เธอต้องว่ายน้ำออกจากเกาะที่ห่างไกล หรือชุดสีแดงรัดรูปที่เข้ากับมอเตอร์ไซค์สีแดงของเธอ วาเลนติน่ามักจะแต่งตัวในแบบที่เหมาะกับการสอบสวน และจะต้องดูดีไปด้วย ชุดที่แตกต่างกันทำให้ วาเลนติน่า มีภาพลักษณ์ของสายลับที่ดูคลาสสิก และเซ็กซี่ โดยใช้ประโยชน์จากความสวยตามธรรมชาติของเพเนโลปี้ และความสามารถในการใส่เสื้อผ้าได้ดูดีที่สุดอีกด้วย “กับตัวละครของเพเนโลปี้ เราอยากเล่นกับสไตล์แบบโซเฟีย ลอเรนในยุค ‘60’ กับบริดเจ็ตต์ บาร์โดต์ ที่เป็นผู้หญิงอิตาเลี่ยนที่ทั้งสวยและเซ็กซี่ ขณะเดียวกันก็เล่นกับมุขตลกของตัวละครตัวนี้ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเซ็กซี่แค่ไหน มันเป็นงานที่สนุกมากที่ต้องหาสมดุลระหว่างวาเลนติน่าที่ต้องทำตัวจริงจังและสวยเริ่ด และเพเนโลปี้ก็สวยจนน่าตะลึง และสวมใส่เสื้อผ้าได้ดีมาก” อีแวนส์บอก

    “ตัวละครเหล่านี้มองตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับจังหวะและความตลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะทุกอย่างมันสุดขั้วไปหมด แต่สิ่งที่ลีซ่าสร้างขึ้นมานั้นมันทั้งพิเศษและโดดเด่น หลายภาพลักษณ์ก็ดูเว่อร์จนมองแล้วปวดตา มีความงามในทุกชิ้นงานที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นมา” ครูซให้ความเห็น
    ขณะที่อิตาลีมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของงานฝีมือและสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องแฟชั่น อีแวนส์และทีมของเธอมีงานล้นมือทีเดียว “มันเหมือนการทำงานกับหนังย้อนยุคเลยค่ะ เราไม่ใช่แค่ต้องหากางเกงยีนส์กับเสื้อยืดให้ตัวละครใส่ แต่ทุกอย่างต้องถูกทำขึ้นตามมาตรฐาน”

    สติลเลอร์ให้ความเห็นไว้ว่า “สิ่งที่เธอสร้างขึ้นและสิ่งที่ต้องทำในอิตาลีมันเป็นงานที่ทะเยอทะยานมาก เสื้อผ้าต้องสัมพันธ์กับฉาก และสภาพแวดล้อมแต่ละแห่ง และเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหนังที่มีความสำคัญเท่าๆ กับองค์ประกอบอื่นๆ ในหนังแบบเรื่องนี้”

    เพราะในแต่ละภาพลักษณ์จะต้องมีหลายองค์ประกอบเข้ามาเกี่ยวพัน ความร่วมมือกันระหว่างแผนกต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก “สำหรับตัวละครหลายตัว การทำงานร่วมกันระหว่างเสื้อผ้า การแต่งหน้า ทรงผม และการติดอวัยวะปลอม มีเยอะมาก แง่มุมหนึ่งจะส่งผลต่อแง่มุมอื่น และการร่วมมือกันระหว่างแผนกต่างๆ คือสิ่งสำคัญ มันน่าทึ่งมากที่ได้เห็นทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน” ผู้อำนวยการสร้าง เคลย์ตัน ทาวน์เซ่นด์บอก

    และเพื่อสร้างสมดุลให้กับการเลือกเสื้อผ้าและบรรดาคนดังที่มาร่วมปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งหลายคนเป็นคนดังที่สุดในโลกแฟชั่นเสียด้วย ยิ่งเป็นการเพิ่มความท้าทายให้กับอีแวนส์และทีมงานของเธอมาก เนื่องจากตารางการทำงานของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทีมงานของอีแวนส์มีเวลาน้อยมากในการเตรียมเสื้อผ้าให้กับบรรดาคนดังของวงการแฟชั่น “บ่อยครั้งที่เรารู้ว่ามีแขกรับเชิญกำลังเดินทางมา และเรามีเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงที่จะจัดการทุกอย่าง แขกรับเชิญทุกคนมีความโดดเด่น และทุกคนก็มีลักษณะเฉพาะตัว เพราะสถานะของพวกเขาที่มีคนชื่นชมในวงการแฟชั่น มีคนที่แตกต่างกันมากมายที่เราทุกคนรู้จักและชอบ ซึ่งพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่น ซึ่งฉันก็อยากจะให้เกียรติพวกเขาในแบบนั้น จึงสำคัญมากที่ต้องแต่งตัวให้พวกเขาในชุดที่ไม่ดูแฟชั่นจ๋าเกินไป แต่จะต้องเป็นพวกเขาในแบบที่น่าชื่นชม” อีแวนส์อธิบาย

    ถึงแม้จะต้องเผชิญความยุ่งเหยิงที่มาพร้อมกับงานสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ระดับนี้ แถมยังเป็นการไปทำงานกันในต่างประเทศและต้องเกี่ยวข้องกับคนดังในแวดวงแฟชั่น แต่โอกาสที่จะได้แสดงความงดงามของงานแฟชั่น ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้คนดูได้เห็นแขกรับเชิญที่เข้ามาร่วมงานด้วย “ไอเดียก็คือถ้ามีคนในวงการแฟชั่นรักเรื่องนี้ และชื่นชอบงานออกแบบเสื้อผ้า มากพอๆ กับคนที่ชอบหนังตลก เกิดชื่นชอบมัน แสดงว่าเราทำงานของเราได้สำเร็จแล้ว ฉันคงจะภูมิใจมากที่รู้ว่ามีบางอย่างในหนังเรื่องนี้สำหรับทุกคน และเราก็สนุกกันมากกับการทำงานให้กับหนังเรื่องนี้ และแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบที่งดงาม เหมือนที่เคยทำในหนังภาคแรก ขณะเดียวกันก็ต้องยึดมั่นกับหนังภาคแรกด้วยค่ะ”

    ประวัตินักแสดง

    เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) – ผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้าง/ มือเขียนบท/ รับบท เดเร็ก ซูแลนเดอร์
    เบน สติลเลอร์ เป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับ มือเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง
     
    เมื่อเร็วๆ นี้ สติลเลอร์แสดงนำในภาพยนตร์ของ โนอาห์ บาว์มแบช เรื่อง While We’re Young โดยเขาประกบบทกับ นาโอมี่ วัตต์ส, อดัม ไดรเวอร์ และอาแมนด้า ไซเฟร็ด ก่อนหน้านี้ สติลเลอร์เคยร่วมงานกับบาว์มแบชมาแล้วในปี 2010 และได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นในการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Greenberg ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
     
    ในปี 2008 สติลเลอร์แสดงนำ รวมเขียนบท และกำกับภาพยนตร์เรื่อง Tropic Thunder ภายใต้แบรนด์บริษัท เรด อาวเวอร์ ฟิล์มส์ ของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์, แจ็ค แบล็ค และทอม ครูซ
     
    ผลงานการกำกับเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Reality Bites, The Cable Guy, The Secret Life of Walter Mitty และ Zoolander ซึ่งเขาร่วมเขียนบทและแสดงนำ
     
    ผลงานการแสดงของสติลเลอร์ ได้แก่ Permanent Midnight, Your Friends & Neighbors, Flirting with Disaster, Empire of the Sun, There’s Something About Mary, The Royal Tenenbaums, ภาพยนตร์ไตรภาค Night at the Museum, Tower Heist, Meet the Parents, Meet the Fockers and Little Fockers และ Dodgeball: A True Underdog Story

    โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson) รับบท แฮนเซล
    โอเว่น วิลสัน คือหนึ่งในนักแสดงที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เขาเคยได้รับคำชมมากมายจากบทบาทที่อยู่ในความทรงจำทั้งในภาพยนตร์ยอดนิยมและภาพยนตร์อินดี้ ในปี 2011 วิลสันแสดงนำในภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง “Midnight in Paris” โดยเขาร่วมแสดงกับ เรเชล แม็คอดัมส์ และมาริยง โกติลลาร์ด

    นอกจากจะมารับบทเป็น แฮนเซล ใน “Zoolander 2” แล้ว วิลสันจะประกบบทกับ แซ้ค กาลิเฟียนาคิส และคริสเตน วีก ในภาพยนตร์ตลกเรื่อง “Masterminds” ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2016 นอกจากนี้ เขาจะกลับไปให้เสียงกับตัวละคร ไลท์นิ่ง แม็คควีน ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Cars 3” ในปี 2017 ด้วย

    เมื่อเร็วๆ นี้ วิลสันเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ตลกของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง “Bastards” ซึ่งเขาร่วมงานกับ เจเค ซิมมอนส์ และเอ็ด เฮล์มส์ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายปี 2016

    ผลงานที่ทำรายได้ของวิลสัน ได้แก่ “She’s Funny That Way” ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคที่กำกับดดย ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช, “Little Fockers” ภาคที่ 3 ของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุด “Fockers”; “Marley & Me” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน,ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง “Night At The Museum” ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงกับ โรบิน วิลเลี่ยมส์ และเบน สติลเลอร์; ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตเรื่อง “Wedding Crashers” ซึ่งเขาแสดงร่วมกับ วินซ์ วอห์น; ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคเรื่อง “You, Me And Dupree” และเขายังไปให้เสียงพากย์กับตัวการ์ตูน ไลท์นิ่ง แม็คควีน ในผลงานแอนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่อง “Cars” และ “Cars 2”

    วิลสันยังประกบบทกับเอเดรี้ยน โบรดี้ และเจสัน ชวาร์ตซ์แมน ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่อง “The Darjeeling Limited” วิลสันได้ร่วมงานกับผู้กำกับแอนเดอร์สันเจ็ดครั้ง ซึ่งรวมถึงในภาพนยตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง “The Grand Budapest Hotel”; “The Life Aquatic With Steve Zissou”; “The Royal Tenenbaums” ซึ่งเขากับแอนเดอร์สันได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม; “Rushmore” ซึ่งวิลสันร่วมเขียนบทและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร และผลงานการกำกับเรื่องแรกของแอนเดอร์สันเรื่อง “Bottle Rocket” ซึ่งวิลสันแสดงนำและร่วมเขียนบท วิลสันยังให้เสียงพากย์ในงานแอนิเมชั่นของแอนเดอร์สัน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง “Fantastic Mr. Fox”

    วิลสันยังทำงานให้กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2014 เรื่อง “Inherent Vice”

    ผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆ ของวิลสัน ได้แก่ “No Escape,” “The Internship,” “Free Birds,” “Are You Here,” James L. Brooks’ romantic comedy “How Do You Know,” “The Big Year,” “Hall Pass,” “Marmaduke,” “Starsky & Hutch,” “Zoolander,” “Drillbit Taylor,” “The Wendell Baker Story,” “Shanghai Noon,” “Behind Enemy Lines,” “I Spy,” “Shanghai Knights,” “Armageddon,” “The Minus Man” และ “The Cable Guy”

    วิลล์ เฟอร์เรลล์ (Will Ferrell) รับบท จาโคบิม มูกาต
    วิลล์ เฟอร์เรลล์เดินทางมาไกลมากนับแต่สมัยที่เขาทำงานกับรายการ Saturday Night Live

    เมื่อเร็วๆ นี้ เฟอร์เรลล์เพิ่งจะมีผลงานเป็นภาพยนตร์ตลกเรื่อง Daddy’s Home ที่เขาร่วมแสดงกับ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และเพิ่งจะเปิดตัวฉายไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2015

    ในปี 2013 เฟอร์เรลล์กลับมารับบทเป็น รอน เบอร์กันดี้ ตัวละครที่เขาสร้างชื่อเอาไว้ในภาพยนตร์ตลก ปี 2004 ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ เรื่อง Anchorman: The Legend of Ron Burgundy และภาคต่อ Anchorman 2: The Legend Continues เฟอร์เรลล์ร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง โดยร่วมงานกับผู้กำกับ อดัม แม็คเคย์ โดยภาพยนตร์ Anchorman 2: The Legend Continues ทำรายได้จากทั่วโลกไป $172 ล้าน

    ปีต่อมา เฟอร์เรลล์ให้เสียงพากย์เป็น “ลอร์ดบิสซิเนส” ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง The Lego Movie ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $441 ล้าน

    ก่อนหน้า Anchorman 2: The Legend Continues และ The Lego Movie เฟอร์เรลล์แสดงนำร่วมกับ แซ็ค กาลิเฟียนาคิส ในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง The Campaign และภาพยนตร์สุดทะเยอทะยานเรื่อง Casa de mi Padre ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเฟอร์เรลล์ ได้แก่ Elf, Zoolander, Old School และ The Producers ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งแรกในปี 2006 สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม และในปี 2007เฟอร์เรลล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำตัวที่ 2 จากภาพยนตร์เรื่อง Stranger Than Fiction

    ในปี 2006 เฟอร์เรลล์แสดงนำในภาพยนตร์ตลกสุดฮิต เรื่อง Talladega Nights: The Ballad of Ricky Bobby ที่เขาร่วมแสดงกับ จอห์น ซี รีลลี่ย์ และซาช่า บารอน โคเฮน

    เพเนโลปี้ ครูซ (Penélope Cruz) รับบท วาเลนติน่า วาเลนเซีย
    เพเนโลปี้ ครูซ นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีความสามารถหลากหลายมากที่สุด โดยเธอได้รับบทเป็นตัวละครที่น่าติดตามมากมาย และเธอยังกลายเป็นนักแสดงหญิงคนแรกจากสเปนที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับรางวัลออสการ์
     
    คนดูชาวอเมริกันได้รู้จักครูซครั้งแรกจากภาพยนตร์สเปนอย่าง “Jamon, Jamon” และ “Belle Epoque” ในปี 1998 เธอแสดงในภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรก คือเรื่อง “Hi-Lo Country”ผลงานของผู้กำกับ สตีเฟ่น เฟรียร์ส และในปี 1999 ครูซได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมที่งานแจกรางวัล Annual Goya Awards ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์ของ เฟอร์นันโด ทรูบา เรื่อง “The Girl of Your Dreams” 

    เพื่อตอกย้ำสถานะความเป็นนักแสดงที่กำลังมาแรงที่สุด ครูซรับบทนำในภาพยนตร์ของ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน เรื่อง “All the Pretty Horses,” ภาพยนตร์ของฟีน่า ทอร์เรส เรื่อง “Woman on Top, ภาพยนตร์ของ อเลฮานโดร อามมีนาบาร์ เรื่อง “Open Your Eyes,” ภาพยนตร์ของ มาเรีย ริโพลล์ เรื่อง “Twice Upon a Yesterday” และภาพยนตร์ของ นิค แฮมม์ เรื่อง “Talk of Angels” นอกจากนี้ ครูซยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เปโดร อัลโมโดวาร์ เรื่อง “Live Flesh” และภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง “All About My Mother” ซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

    ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเพเนโลปี้ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ เท็ด เด็มมี่ เรื่อง “Blow” และ “Captain Corelli’s Mandolin”ที่เธอร่วมแสดงกับ นิโคลัส เคจ หลังจากนั้น เพเนโลปี้แสดงนำร่วมกับทอม ครูซ ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง “Vanilla Sky”
    เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “Gothika”; “Head in the Clouds”; “Noel” และ “Chromophobia” นอกจากนี้ เพเนโลปี้ยังร่วมแสดงกับ แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ และวิลเลี่ยม เอช เมซี่ย์ ในภาพยนตร์แอ็กชั่นเรื่อง “Sahara”

    ในปี 2006 เพเนโลปี้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “Volver” ซึ่งทำให้เธอได้กลับมาร่วมงานกับเปโดร อัลโมโดวาร์ อีกครั้ง และเธอได้รับคำชม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

    ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเธอ ได้แก่ “Elegy” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เบน คิงสลี่ย์ และภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลน เรื่อง “Vicky Cristina Barcelona” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ฮาเวียร์ บาร์เด็ม และสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน เพเนโลปี้ได้รับทั้งรางวัลออสการ์ รางวัลบัฟต้า รางวัล NYFCC และรางวัล NBR Award สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Vicky Christina Barcelona”

    ในปี 2009 เพเนโลปี้และเปโดร อัลโมโดวาร์ ได้กลับมาร่วมงานกันเป็นครั้งที่ 4 ในภาพยนตร์เรื่อง “Broken Embraces” ซึ่งทำให้เธอได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม และในปีเดียวกันนี้ เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชลล์ และได้ร่วมแสดงกับ นิโคล คิดแมน, แดเนียล เดย์ ลูอิส และมาริยง โกติลลาร์ด ในภาพยนตร์เพลงเรื่อง “Nine”

    ในปี 2011 เพเนโลปี้นำแสดงร่วมกับจอห์นนี่ เด๊ปป์ ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์สุดฮิตเรื่อง “Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides” ภาคที่ 4 ของภาพยนตร์ชุดที่กำกับโดย ร็อบ มาร์แชลล์ และในซัมเมอร์ของปี 2011 เธอถ่ายทำภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง “To Rome with Love” เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์ปี 2013 ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง “The Counselor” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ คาเมรอน ดิแอซ, ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์, ฮาเวียร์ บาร์เด็ม และแบรด พิตต์

    นอกจากผลงานใหม่อย่าง “Zoolander 2” แล้ว เพเนโลปี้ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ หลุยส์ เลอแตร์ริเย่ เรื่อง “The Brothers Grimsby” โดยเธอร่วมแสดงกับ ซาช่า บารอน โคเฮน, เอียน แม็คเชน, รีเบล วิลสัน และอิสล่า ฟิสเชอร์ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในวันที่ 11 มีนาคม 2016

    คริสเตน วีก (Kristen Wiig) รับบท อเล็กซานย่า อะทอซ
    คริสเตน วีกกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดในรุ่น นับแต่แจ้งเกิดในรายการ SATURDAY NIGHT LIVE จนถึงผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง BRIDESMAIDS วีกได้ผันตัวเองจากวงการทีวีมาสู่วงการภาพยนตร์ด้วยตำแหน่งมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง

    เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว วีกแสดงนำในภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ เรื่อง THE MARTIAN นอกจากนี้ เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ เซบาสเตียน ซิลวาเรื่อง NASTY BABY

    นอกจาก ZOOLANDER 2 แล้ว ในซัมเมอร์ปีนี้ วีกยังจะแสดงนำในภาพยนตร์ของ พอล ฟีก ที่ทุกคนรอคอยเรื่อง GHOSTBUSTERS โดยร่วมแสดงกับ เมลิสซ่า แม็คคาร์ธี่, เคท แม็คคินน่อน และเลสลี่ โจนส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดฉายวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 2016

    ในปี 2015 วีกแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง THE DIARY OF A TEENAGE GIRL ซึ่งกำกับโดย มารีลล์ เฮลเลอร์ และภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง WELCOME TO ME ซึ่งกำกับโดย เชอร่า ไพเว่น 

    ในปี 2014 วีกแสดงนำในภาพยนตร์ของไอเอฟซีเรื่อง HATESHIP LOVESHIP โดยร่วมแสดงกับกาย เพียร์ซ, นิค โนลเต้ และไฮลี่ สไตน์เฟลด์ และภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง THE SKELETON TWINS ที่กำกับโดย เคร็ก จอห์นสัน และเธอร่วมแสดงกับ บิลล์ เฮเดอร์ และลุค วิลสัน

    เมื่อคริสต์มาส ปี 2013 วีกแสดงนำในภาพนตร์ดราม่าที่ได้รับคำชมของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง THE SECRET LIFE OF WALTER MITTY ซึ่งนำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ และในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันี้ เธอแสดงนำในภาพยนตร์โกยเงินเรื่อง ANCHORMAN TWO, THE LEGEND CONTINUES ส่วนเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว วีกให้เสียงเป็นตัวละคร ลูซี่ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง DESPICABLE ME 2

    ในปี 2011 วีกแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นเรื่อง BRIDESMAIDS ซึ่งเธอร่วมเขียนบทกับแอนนี่ มูโมโล่ จนทำให้พวกเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย
    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ ภาพยนตร์ของ จัดด์ อพาโทว์ เรื่อง KNOCKED UP; GIRL MOST LIKELY ซึ่งกำกับโดย ชารี สปริงเกอร์ เบอร์แมน และโรเบิร์ต พัลซินี่, FRIENDS WITH KIDS ที่เขียนบทและกำกับโดย เจนนิเฟอร์ เวสต์เฟลด์ต; ภาพยนตร์ของ เกร็ก ม็อตโตล่า เรื่อง PAUL และ ADVENTURELAND, ALL GOOD THINGS;  MACGRUBER; ภาพยนตร์ของ ไมก์ จัดจ์ เรื่อง EXTRACT ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เจสัน เบทแมน และเบน แอฟเฟล็ค, ภาพยนตร์ของ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ เรื่อง WHIP IT, ภาพยนตร์ของ เดวิด โคปป์ เรื่อง GHOST TOWN  และภาพยนตร์ของ เจก แคสแดน เรื่อง WALK HARD ผลงานในการให้เสียงของวีก มีให้ได้ยินเสียงกันในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง DESPICABLE ME (1 และ 2) และ HOW TO TRAIN YOUR DRAGON (1 และ 2)

    เฟร็ด อาร์ไมเซ่น (Fred Armisen) รับท วีไอพี
    เฟร็ด อาร์ไมเซ่นคือหนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดที่ทำงานอยู่ในวงการทุกวันนี้

    เขาคือผู้ร่วมสร้าง ร่วมเขียนบท และร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ไอเอฟซี เรื่อง PORTLANDIA

    อาร์ไมเซ่นเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์มากมาย อาทิเช่น EASY A, THE ROCKER, CONFESSIONS OF A SHOPAHOLIC, EUROTRIP และ THE PROMOTION เขายังร่วมแสดงกับ แจ็ค แบล็ค ในภาพยนตร์เรื่อง TENACIOUS D IN THE PICK OF DESTINY, ร่วมแสดงกับ ทิน่า เฟย์ และเอมี่ โพห์เลอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง BABY MAMA และเขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ วิลล์ เฟอร์เรลล์ และอดัม แม็คเคย์ เรื่อง ANCHORMAN: THE LEGEND OF RON BURGUNDY

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เจฟฟ์ แมนน์ (Jeff Mann) – ผู้อำนวยการสร้าง/ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์
    เจฟฟ์ แมนน์ เกิดและเติบโตในเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย หลังจากลาออกจากไฮสกูล เขาใช้เวลาหลายปีทำงานอยู่ในแวดวงดนตรีอันเดอร์กราวน์ ทำให้เขามีเพื่อนมากมายที่ทำงานอยู่ในแวดวงมิวสิควิดีโอ และวงการโฆษณา และทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสงานออกแบบศิลป์ และได้ก้าวไปทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Kalifornia” ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับ โดมินิค เซน่า และต่อมา เซน่าได้มอบหมายงานออกแบบโปรดักชั่นให้เขาทำในภาพยนตร์เรื่อง “Gone In 60 Seconds” แมนน์ยังได้ทำงานกับภาพยนตร์อย่าง “Mr & Mrs Smith,” “Transformers” และ “Tropic Thunder” ภาพยนตร์เรื่อง “The Secret Life Of Walter Mitty” คืองานสายต่อความร่วมมือระหว่างเขากับผู้กำกับ เบน สติลเลอร์ จนได้มาร่วมงานกันอีกในภาพยนตร์เรื่อง “Zoolander 2”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *